ผมรักในหลวงที่สุดในโลก

วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

"บวร" กลับสู่ชุมชนที่นาหม่อม


เดือนนี้มีวันสำคัญๆสำหรับตัวเองมากเป็นพิเศษ เช่น ครบรอบวันเกิด วันครบรอบแต่งงาน และยังมีวันมาฆะบูชา วันวาเลนไทม์ ครบรอบวันเกิดของคุณพ่อพี่เอก ฯลฯ ในกิจกรรมที่เกี่ยวกับวัดการทำบุญต่างๆ ถามพี่เอกในหลายๆเรื่องเกี่ยวกับวันสำคัญๆที่ดูแกไม่ค่อยจะใส่ใจนัก แล้วก็ได้ยินประโยคที่จะกล่าวต่อไปนี้


พี่เอก “ทุกวันนี้คนเรารู้จักแต่หาความรักให้กับตัวเอง ไม่เคยมีให้ผู้อื่นเลย อย่าพูดว่ารักเลย แค่คำว่าชอบ ชื่นชอบ ชื่นชม ให้คนอื่นๆ ยังไม่มีให้กันเลย คิดอย่างเดียวว่าอยากจะได้ แต่ไม่รู้จักให้คนอื่น เวลาของหาย รถหาย ถูกปล้น ถูกขโมย ลูกหลานติดยา ก็โทษสังคม โทษเจ้าหน้าที่ โทษชะตาชีวิต โทษฟ้า โทษดิน เวรกำเวรกรรม ทำไมไม่ยืนนิ่งๆ ทำใจสงบๆ แล้วมองดูผู้อื่นบ้าง ลองคิดดูซิว่าในสายตาเห็นใครเขาทำดีกันบ้าง ให้ใช้สายตามอง ใช้ความรู้สึกเป็นตัวตัดสินน่ะครับ อย่าใช้ความคิด แค่สายตาเห็นสิ่งที่เค้าทำแล้วตัวเองมีความรู้สึกยินดีกับสิ่งที่เขาทำ สังคมในปัจจุบันก็เป็นสังคมเดิมๆ แต่ผู้อยู่ในสังคมต่างหากที่เป็นคนคนเปลี่ยนไป เปลี่ยนเพราะใช้ความคิด คิดเอาแต่ได้ คิดเห็นแกตัว อยากได้อยากมี อยากรวย ไอ้อยากนี้แหล่ะมันสำคัญนัก นึกถึงคำสอนของอ.ยงยุทธ เสมอมิตร ผู้อำนวยการฝึกอบรมแห่งศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ตำบลสองสลึง ให้ประโยคที่ว่า “อยากอย่ากิน หิวจึงกิน” ให้รู้ตัวเองตลอดว่าเราจะทำอะไรอย่าใช้ความอยากเป็นตัวตัดสินว่าต้องกิน ต้องใช้ ให้รู้ ให้คิด ว่าต้องจำเป็นจึงจะกินจะใช้


ไม่ว่าหรอกครับเรื่องกิเลสมีกันทุกคนผมก็มี ไม่มีใครตัดกิเลสได้หมด แต่ให้สำนึกสำเหนียงได้บ้างว่านั้นมันคือกิเลส บางครั้งใช้ความคิดอย่างเดียวไม่พอต้องใช้จิตรพินิจพิเคราะห์ด้วย หรือถ้าจะให้แม่นยำลองคิดด้วยจิตรใต้สำนึกมันจะดี สำนึกในตนเองต่อหน้าที่ของตนบนความเป็นคนที่เกิดบนแผ่นดินไทยแห่งนี้ ทุกวันเราพบเราเห็นเหตุการณ์หลายๆอย่างในสังคมปัจจุบัน หลายคนที่เห็นแก่ตัวมันมี แต่หลายๆคนที่ทำดีก็มี มันมีทั้งดีทั้งร้าย ผมมีเวลากับสังคมในหนึ่งวันประมาณ ๑๐ ชั่วโมง เห็นคนต่างๆ เป็นร้อยคนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก คนเหล่านั้นล่ะครับที่ประกอบกิจกรรมที่เรียกว่ามันเป็นสังคม การอยู่รวมกัน


บวร บ้าน วัด โรงเรียน มีนักปราชญ์ นักวิชาการ นักคิด นักเขียน นักพูด กล่าวถึงเสมอในสังคมอารยะ ว่าเราต้องสร้างขึ้นมาให้ได้ ประสาทบ้า พูดออกมาได้อย่างไรว่าต้องสร้างสังคมอารยะ สังคมทุกวันนี้มันก็อารยะอยู่แล้ว สังคมไทย คนไทย มีความอารยะที่สุดอยู่แล้ว น้ำใจไมตรี มีชาติไหนชนะคนไทย การรู้จักบาปบุญคุณโทษ มันมีในสัญชาตญาณของคนที่เกิดเป็นคนไทยทุกคน แต่ทุกวันนี้คนไทยนี้หล่ะกำลังทำเป็นลืมมันไป ไม่มีสิ่งสวยงามให้คุณๆเห็นกันหรอกครับถ้าคุณไม่รู้จักลืมตามองคนอื่นๆในแง่ดี ถ้าคนโทษสังคมนี้เลวทราม ก็ให้รู้ใว้เถิดครับคนที่พูด คนที่คิดอย่างนั้น นั่นล่ะคือคนเลวทรามของสังคมทุกวันนี้


ปัญหาปากท้องข้าวของแพง เกิดขึ้นที่ไรก็เห็นการเอาเปรียบกันมากขึ้น แค่น้ำมันพืชขาดแคลน กะทิ ไข่ หมูเห็ดเป็ดไก่แพง ก็จะเป็นจะตายกันขึ้นมาให้ได้ ความขาดแคลนบนแผ่นดินที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ใครล่ะใครเป็นคนทำ แล้วใครล่ะใครเป็นคนรับกรรม ที่นาข้าวก็เปลี่ยนเป็นสวนยาง สวนปาล์ม ที่เลี้ยงปลาชายทะเลก็เป็นโรงงาน เป็นรีสอร์ท การละเมิดต่อธรรมชาติเป็นการเนรคุณต่อแผ่นดินนี้ที่สุด


วันนี้ต้องขอโทษผู้อ่านผู้ติดตามทุกท่านครับ ผมเองก็โดนผู้อื่นละเมิดอยู่เสมอ


ผมเองไม่ใช่คนดีอะไรมากมายหรอกครับ แค่ผมชอบช่วยเหลือคนอื่นๆที่เดือนร้อนเสมอๆ เรื่องที่ทำมากที่สุดก็เวลาเห็นรถมอเตอร์ไซค์เสียผมก็ให้เขายกใส่รถผมไปซ่อมหรือไปเติมน้ำมันเสมอๆ รถเสียบนถนนก็จอดลงไปเข็นให้เข้าที่เข้าทางตลอด ใครโบกรถก็จอดรับ เห็นพระก็พาไปส่ง แม้บ้างครั้งจะต้องไปคนล่ะเส้นทางก็ตาม (แต่ไม่มากเกินน่ะครับเช่นจะไปต่างจังหวัดหรือต่างอำเภอ อันนี้ก็ต้องนิมนต์น่ะครับ) มีวันหนึ่งเที่ยงคืนแล้วมีกลุ่มวัยรุ่นโบกรถ ๓-๔ คน ผมก็จอดรับ แล้วให้นั่งหน้าคนหนึ่งนั่งในกะบะหลัง ๓ คน(สำหรับรถเก่งไม่น่ะนำให้จอดรับน่ะครับ สำหรับรถกะบะก็บอกไปเลยว่าให้นั่งหน้าคนเดียวหรือให้นั้งหลังหมดก็ได้ ) คนที่นั่งหน้าเค้าพูดว่าโบกตั้งนานไม่มีใครจอดรับสงสัยกลัวมั้ง แล้วพี่ไม่กลัวเหรอ ผมเลยตอบกลับไปว่า แล้วเอ็งคิดว่าข้าทำงานอะไร ว่าแล้วเขาก็นั่งเงียบจนถึงจุดหมายปลายทาง


ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ไม่ได้ลืมวันสำคัญในครอบครัวของใครทั้งนั้น แต่ผ่านชีวิตมา๓๘ ปีแล้ว ผ่านสิบแปดฝนสิบแปดหนาวกว่าสองรอบแล้ว เลยเฉยๆ บวชเรียนมาแล้ว(ผมบวชแล้วเรียน ไม่ใช่บวชเฉยๆ)แม้นานๆจะเข้าวัด แต่ฟังธรรมทุกวัน ฟังแล้วพิจารณาตามทุกครั้งความอิ่มใจอิ่มบุญเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวันสำหรับตัวผมเอง


กลับเข้าเรื่องเสียทีครับ ในเดือนนี้มีข่าวตามกระแสสังคมหลายเรื่องทั้งในประเทศและนอกประเทศ แต่ผมเจาะในเรื่องเดียวครับคือชุมชน นาหม่อมมีคนที่เป็นผู้มีอารยะมากมายในภาวะของข้าวอยากหมากแพง ไม่กระเทือนผมแม้แต่น้อยน้ำมันรถลิตรละ ๓๐ บาท ผมผลิตถ่านกิโลละ ๑๕ บาท ใช้แค่ ๒ กิโลก็ได้น้ำมันลิตรหนึ่งแล้ว จึงมีเงินเหลือที่จะกินอาหารตามร้านต่างๆได้ เช่น ผัดไท ก๊วยเตี๋ยว ราดหน้า ฯลฯ ที่เป็นอาหารรองที่ใจอยากจะกินในบ้างโอกาส กินแทนข้าวในบางมื้อไม่ใช่กินเล่น กินเล่นไม่ได้ อ.ยุทธดุเอาอีก ไอสติม ไม่ต้องกิน หากร้อนก็อาบน้ำ เย็นกว่าอีก แกชอบว่าบ่อยๆ วันก่อนแวะไปร้านหนึ่งก็เคยๆกินกันมา ๒๕ ๓๐ แต่พอของแพงราคาจาก ๒๕ ๓๐ เป็น ๔๐ ๔๕ กับก๊วยเตี๋ยวชามหนึ่ง บวกค่าน้ำแข็ง ๒ บาท น้ำขวดละ๑๐ บาท (๔๕๐ ซีซี) ไม่ถึงครึ่งลิตร หรือเท่ากับ แก้วครึ่ง เบ็ดเสร็จ ๖๐ บาท ลาก่อนกับร้านนี้ พอกันที ไปร้านอื่นๆดีกว่า จนผมเจอะอีกหลายร้านค้าใน อ.นาหม่อม ที่ทำอาหารได้อร่อย สะอาด ราคาไม่แพง บริการดี กินน้ำฟรี บ้างทีมีผลไม้แถม ก็รองแวะเข้ามาอุดหนุนกันครับ ร้านที่สัญญาใจกันว่า อาหารจะยังอยู่ที่ ๓๐ ๓๕ บาท น้ำแข็ง น้ำกินฟรี




ร้านซุ้มใบแหรง ก่อนถึงสี่แยกนาหม่อมประมาณ ๒๐ เมตรครับ อาหารอร่อยน่ากินทุกเมนูเลยครับ บรรยากาศกันเองดีมากครับเหมือนไปกินข้าวบ้านญาติเลย

ร้านป้าพร ราดหน้าอร่อยครับ สี่แยกนาหม่อมเลียวซ้ายเข้าวัดนาหม่อม หากจากสี่แยก ๕๐ เมตรเองครับ อยู่ขวามือ เห็นทำหน้าดุๆ แต่ใจดีครับ มีลูกสาวด้วยวันที่ไปถ่ายรูปนี้มา แกก็บอกจะให้ลูกสาวถ่ายแทน เอาเป็นว่าแวะไปชิมให้กำลังใจกันด้วยครับ

ร้านป้าลัดดาร้านค้าของชำ สี่แยกนาหม่อมเลยครับ ผู้จำหน่ายถ่านกะลาอย่างเป็นทางการ มีสินค้าบ้านๆ ให้เลยมากมายเลยครับ

ไข่พะโล้มินิมาร์ท บ้านชายนา พี่วรช่วงนี้ไปเรียนคอมพิวเตอร์อยู่ไม่นานก็จะมีร้านซ่อมคอมแล้วครับ

ร้านพี่รูณ กะทิสด ครับพี่ชายพี่สาวที่ใจดีอีกคู่หนึ่งครับ ที่ให้กะลามาฟรีๆ บางทีผมก็เอาน้ำยาล้างจานไปแลกบาง นั้งคุยนั้งดืมกันบ้างตามมิตรภาพที่ดีครับ จากสี่แยกนาหม่อมทางเข้าวัด ประมาณ ๒๐๐ เมตร กะทิร้านนี้ยังมีราคาที่ หกสิบบาทครับ
ลุงฉ้าย ผู้เก่าแกอีกท่านหนึ่งครับ สำหรับคนนี้ไม่ต้องแนะนำแกมาก คนรู้จักทั้งอำเภอ ผมไปหาแกถามชื้อกะลา แกบอกว่า "เอาไปเถิด มาขนเอง เอาไปทำมาหากิน ลุงชอบ ถ้ารู้จักทำมาหากินก็ไม่อด บ้างทีเป็นเถ้าแกได้เลย เอาไปเถิด" ก็ต้องกราบขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ครับ




ล็อต นพพล เถ้าแก่โรงไม้ผู้สนับสนุนหัวไม้ ขี้กบ ขี้เลื้อย อย่างเป็นทางการ  จริงๆแล้วเป็นเพื่อนเรียนห้องเดียวกัน เราเรียนช่างไฟ แต่จบออกมาก็มีแค่วิชาที่ติดตัวมา ไม่ได้ใช้วิชาในการประกอบอาชีพโดยตรง
อีกคนหนึ่งครับที่มีใจสาธารณะ มีงานบุญที่วัดบางครั้งเพื่อนคนนี้ก็มีส่วนช่วยในการบุญต่างๆ ไม่น้อยเลยที่เดียว คิดถึงเรื่องไม้ คิดถึงไม้มุกครับ ติดต่อได้ที 074 382674 086 7480106

ครับผู้ติดตามและผู้แวะมาเยี่ยมชมบล๊อกนี้ วันนี้การกลับสู่งสังคมบวรได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ในโอกาสนี้ผมยกให้เห็น ๑ในบวรก่อนก็คือ บ้าน บ้านที่มีคนดีๆ คนผู้เป็นอารยะ จะนำสังคมนี้ให้น่าอยู่ ในสังคมมันมีสิ่งต่างๆมากมาย อยู่ที่เราเลือกจะเดินไปในทางไหน วันนี้เราต้องจัดคนที่ดีเป็นผู้นำในบ้าน นำกันเอง นำเอาสิ่งดีสิ่งสวยงามที่เรียกง่ายๆว่าน้ำใจ ออกมาเผยแพร่กัน การทำให้คนดีเป็นที่รู้จัก ต่อไปจะมีแบบอย่างดีๆ ออกมามากมายเองวันนี้ถ้าทุกบ้านแข็งแรง มันจะนำไปสู่วัด คือการทำบุญร่วมกัน แล้วเดือนหน้าผมจะนำเรื่องวัดมาให้ทราบกันต่อไป สุดท้ายวันที่ไปทำบุญตักบาตรวันคล้ายวันเกิดคุณพ่อ ได้แวะไปซื้อแตงโม มีรถขายน้ำอ้อยน้ำมะพร้าวที่ถนนติณสูลานนท์เลียบชายทะเล พี่สาวไปซื้อแตงโม ผมก็บอกว่าเอาน้ำอ้อยให้ถุงหนึ่งด้วย (ร้านน้ำอ้อยกับขายแตงโมคนละร้านกัน) ผมก็เดินไปเอาน้ำอ้อยแล้วกลับมาที่รถพี่สาวมาก็ขับออกไปเลย ไปสักประมาณ ครึ่งกิโลได้แล้วผมก็ถามพี่สาวว่าน้ำอ้อยถุงเท่าไร พี่สาวผมตอบว่า ไม่รู้ ฮ้าวแกยังไม่จ่ายเงินทีเหรอ แกขับรถกลับไปเลยกลับไปจ่ายตังส์เขาก่อน ทุเรศจริงๆ ฉันก็นึกว่าแกจ่ายแล้ว แล้วเราก็ขับรถกลับไปจ่ายตังส์ พี่สาวกลับขึ้นรถมาพร้อมน้ำอ้อยอีก สองถุง ผมก็ถามพี่สาวว่า ทำไมเขาไม่เรียกตอนขึ้นรถ รถออกก็ช้า เรียกก็คงได้ยิน พี่สาวบอกว่า เค้าบอกว่าไม่เรียกเพราะเกรงใจ เห็นรถคันใหญ่โตดูแล้วก็คิดว่าคงลืม ไม่เป็นไร เพื่อคิดได้วันหลังคงเอามาให้เอง ครับอีกหนึ่งในสังคมอารยะ  พ่อค้าแม่ขาย ที่ดี ผู้ทียอมขาดทุน ไม่ใช่หน้าเลือด เหมือนหลายๆร้านที่ ขายน้ำเวลาไปกินข้าวที่ร้านแล้วต้องควักตังส์จ่ายค่าน้ำเปล่าอีก ก็ขอบคุณพี่ทั้งสองครับที่ทำให้สังคมนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น แวะไปเยี่ยม แวะอุดหนุนกันได้ครับ ถนนเลียบทะเลชายไปโรงพยาบาลสงขลาครับ ห่างจากสถานีขนส่งสงขลา ประมาณ ๓๐๐ เมตรครับดูรถ ดูหน้าดูตากันเองน่ะครับ หรือจะถามชื่อก็ได้ พี่ผู้หญิงแกชื่ออมรครับ

สวัสดี

วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

ชุมชนเข้มแข็ง ก้าวที่สองของชุมชน

วันก่อนพี่เอกเผาถ่านอยู่แล้วเดินมาบอกว่าพรุ่งนี้มีคนมาดูงานที่บ้านเรา ก็เลยถามกลับไปว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง แกบอกว่าไม่ต้อง (อายๆเหมือนกันบ้านก็ไม่ได้จัดอะไรให้เป็นระเบียบเรียบร้อยสักเท่าไร) พี่เอกเลยพูดให้ฟังว่า
“ไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติมอะไรหรือทำอะไรให้เป็นพิเศษ เค้ามากันบ่ายแสดงว่ากินข้าวมาเรียบร้อยแล้ว เตรียมน้ำเตรียมท่าให้ดีแล้วกัน เค้ามาดูวิถีชีวิต วิถีชุมชน มาดูแนวการทำเศรษฐกิจพอเพียง เดินทางมาก็ไม่น้อยกว่าพี่พงศา ชูแนม ถึงแม้จะเสื้อคนละตัวแต่อยู่ในขบวนเดียวกัน และกระดุมที่ติดตอนใส่เสื้อก็ใส่เม็ดแรกถูกเหมือนกัน เห็นคณะนิสิตนักศึกษาจากราชภัฎสงขลามาดูงาน ก็ดีใจที่ผู้กำลังจะมีปริญา ซึ่งเป็นผู้ กําหนดรู้, ความหยั่งรู้, ความรู้รอบ; ชั้นความรู้ขั้นมหาวิทยาลัยซึ่งประสาทให้แก่ผู้ที่สอบไล่ได้ตามที่กําหนดไว้ ได้เข้ามาดูวิถีแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความรู้ คู่คุณธรรม มีเหตุมีผล และเหมาะสมกับฐานะตนเอง ในหน้าที่ผู้ประสานงานและวิทยากร จึงได้นำพาไปดูวิถีของแต่ละครัวเรือนที่เป็นแกนนำของชุมชนในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยแบ่งเป็นขั้นแรกคือ การพออยู่ พอกิน พอใช้ ได้จากการรวมกลุ่มกันเลี้ยงไก่ไข่ ปลาดุก หากวันนั้นสิ่งของที่ได้รับจากปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง โครงการสมิหลาพอเพียง หากชุมชนเราใช้วิธีตัวใครตัวมันของใครของมัน วันนี้ก็จะไม่มีอะไรให้นิสิตนักศึกษาได้ดูกัน


การปลูกผักสวนครัวในแต่ละหลังคาเรือน แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงทางอาหาร ไม่ว่าจะเป็นมะนาว พริก กล้วย ชะอม มีผลไม้ เช่นมะม่วง มะพร้าว ส้มโอ เงาะ มะคุด ทุเรียน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือความมั่นคงทางอาหาร ในระดับครัวเรือน ต่อมาเป็นขั้นที่สองคือการผลิตเพื่อใช้ และจำหน่าย เช่น ขนมทองม้วน ขนมรังผึ้ง อาทิตย์หนึงรวมตัวกันผลิตสักครั้งนี้ก็ทำให้ขนมมีความสดใหม่เสมอ และจำหน่ายในชุมชนเอง มีรายได้พอเก็บใว้ในในกลุ่มเพื่อต่อยอดต่อไปได้ การผลิตถ่านกะลาจากเศษวัสดุในชุมชน ที่หลายๆ หลังคาเรือนเก็บกะลามาแลก เป็นถ่านกะลาบ้าง น้ำยาล้างจานบ้าง ให้มาฟรีๆ บาง มานั้งคุยนั้งดื่มกาแฟบ้าง การรวมกลุ่มทำน้ำยาเอนกประสงค์ เพื่อใช้ในครัวเรือนจนทุกวันนี้เหลือนำไปจำหน่ายได้แล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นจุดที่ทำให้ชุมชนเล็กๆ ของเราเข้มแข็งได้ เพราะเราให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง บ้านไหนชัดเรื่องไหนผู้สนใจจะดูเรื่องไหนก็ไปบ้านนั้น เพราะความเป็นจริงคือวิถีที่ตนเป็นอยู่ การสร้างภาพจึงไม่เกิดในชุมชนแห่งนี้ นึกถึงคำสอนของ อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ที่ว่าถ้ามีดีให้เอาดีออกอวด แต่อย่าทำตัวอวดดี ยิ่งมีวิชาปรับปรุงบำรุงดินจาก ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ เรื่องพืชผักก็ไม่ต้องพูดถึง สุดท้ายของคลั้งจากหลวงพ่อสุสวรรณ เวสโก แห่งวัดป่ายาง ในการขับเคลื่อนให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางอีกแล้ว งานนี้เลยไม่ต้องหนักใจ


จากราคายางพาราที่แกว่งอยู่ในขณะนี้ คงทำให้ชาวสวนยางคิดอะไรออกได้อีกมาก จาก ๑๔๕ บาท ลงมา ๑๒๐ บาท และจะเป็นอย่างไรในอนาคตไม่รู้ สำหรับผู้ที่วางมัดจำซื้อรถใหม่ ขวัญหนีดีฟ่อกันหลายคน ถ้าคืนสัญญาก็ถูกยึดค่ามัดจำ เสียไปป่าวๆ แต่ถ้าเอาขึ้นมา แล้วราคายางต่ำกว่า ๑๐๐ บาท งานนี้ขายสวนอย่างเดียวที่รอด จากคนตัดยาง ไปขับรถรับจ้างในอัตราน้ำมันที่ลิตรละ ๔๐ บาท แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว มันเป็นความไม่พอของตนเอง ปุ๋ยไม่ใส่ ใบผลัด ตัดไม่หยุด คงจะกลับมาอีกครั้ง ฝนก็หยุดตกแล้วฤดูร้อนกำลังจะมา ต้นยางเอ๋ย จะเอาน้ำยางมาจากไหน?
วิถีแห่งความพอเพียง มิใช่ให้เราตัดยาง แล้วใช้จ่ายอย่างพอเพียง
เราต้องมองให้เห็นความจริงว่า ราคายางนั้นเรากำหนดไม่ได้ แล้วจะเสี่ยงทำไม ในเมื่อที่ดินที่ปลูกยางก็สามารถปลูกอย่างอื่นแซมได้ ไม่ได้ตัดยางก็ยังมีรายได้อย่างอื่นๆ การลดรายจ่ายก็สำคัญ แค่น้ำยาล้างจานก็น่าจะลดได้ ๑๐๐ – ๒๐๐ บาทต่อเดือน
ขอขอบคุณผู้ที่เยี่ยมชมบล๊อกนี้ และขอบคุณไปถึงคณะต่างๆ ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่ แวะมาเยี่ยมชมทั้งในบล๊อก และแวะเข้ามาในชุมชนจริงๆของเรา

ชุมชนเข้มแข็ง ก้าวที่สองของชุมชน

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ฝนแปดแดดสี่

ก็เป็นที่น่ายินดีกับชาวสวนยางที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทำให้หลายคนกำลังมีความสุขจากราคายางที่กระโดดขึ้นมา ๑๓๐ บาท/กิโล และคาดการณ์ว่าน่าจะอยู่ในระดับ ๑๐๐ บาท ไปอีกระยะหนึ่ง ก็ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่ได้รับผลกระทบในคราวนี้ด้วย มันเป็นเรื่องที่ไม่อยากจะให้เกิดกับใครๆอยู่แล้ว แต่ผู้ที่ตัดยางได้อยู่ในขณะนี้ก็เหมือนมีกรรมติดอยู่เหมือนกันเพราะฝนตกหนัก และบ่อยขึ้นมากและมีพายุเข้ามาต่อเนื่องอีก มีสวนยางแต่ก็ใช่ว่าจะตัดได้อย่างใจคิด


ฝนแปดแดดสี่ จังหวัดระนองได้ชื่อว่าเป็นเมืองฝนแปดแดดสี่ แต่ก็หลายๆคนได้ขยายพื้นที่ของคำนี้หมายถึงภาคใต้ไปเลย ว่า ภาคใต้มีลักษณะแบบฝนแปดแดดสี่ ซึ่งก็มีส่วนจริงเพราะอณาเขตติดกันประกอบกับอยู่ในเขตมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จึงมีฝนมากเป็นพิเศษ

มีเอกสารอ้างอิงของคำว่าเมืองฝนแปดแดดสี่มีดังนี้ “ในความหมายของฝน 8 แดด 4 ต้องไปดูบันทึกการเดินเรือของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส

ที่เดินทางมาหาหมู่เกาะเครื่องเทศ ช่วง พ.ศ.2014-2030 จนได้พบเกาะหนึ่งที่นั่นเรียกว่า เมือง ฝน 8 แดด 4 นั่นคือเกาะสุมาตรา(ชวา) อินโดนิเชีย บริเวณที่ตั้งของ บุโรพุทโธ หรือ บรมพุทโธ(สร้างเมื่อ พ.ศ.1293-1393) ตรงนั้นแหละที่เรียกว่า เมืองฝน 8 แดด 4 จริงๆบรมพุทโธเป็นพุทธสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นพุทธสถานที่อยู่ไกลที่สุด โดดเดียวที่สุดด้วยหลังจากที่ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เดินทางออกจากเกาะสุมาตรา(ชวา)ก็ได้นำคำนี้ออกไปเรียกสถานที่มี 2 ฤดู ว่า ฝน 8 แดด 4

ที่เกาะสุมาตรา(ชวา)ยังเป็นที่ตั้งของศาสนสถานของฮินดูที่ใหญ่ที่สุดอีกอย่างคือพรัมบานันแปลกไหมที่ พุทธสถานของพุทธและฮินดูที่ใหญ่ทีสุด กลับไปอยู่ที่อินโด”ค่ะก็หามาฝากกัน

แล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเราชาวสวนยาง? วันก่อนพี่เอกไปลงตระไคร้ไว้สัก ยี่สิบกอเห็นจะได้ แถม มีข่า มีมะนาว กระเพา ฯลฯ และไปถากหญ้าที่ควนบอกเอาหญ้าแฝกมาลงอีก ฝนตกเกือบทุกวันแต่แกก็มีงานทำอยู่เรื่อยๆ ฝนตกหนักก็อยู่บ้านเผาถ่าน ฝนตกปลอยๆก็ไปตัดหญ้า ฝนไม่ตกเลยก็ตัดยาง เคยถามว่าไม่เหนื่อยเหรอ แกก็ตอบว่าสนุกดี แต่ที่จริงคงมีความสุขจากผลงานตัวเองมากกว่าเพราะเปอร์เซ็นต์น้ำยางที่๔๐ กว่า แม้จะได้แค่วันละ ๑๐ กิโล ก็ยิ้มๆได้เหมือนกัน กับขี้ยางที่แกเก็บของแกทุกวันวันละ ๒ถึง๓ กิโล เพราะแกบอกว่าต่อไปนี้จะไม่ให้เหลือติดถ้วยไว้อีก ก็พวกเก็บขี้ยางเวลาไปเก็บของคนอื่นแล้วบางทีเอาถ้วยไปเลย บางทีเอาถังเก็บน้ำยางไปด้วย เอาขี้ยางไปหลายครั้งแล้วก็ไม่ว่าแต่เอาอุปกรณ์ที่ต้องใช้ไปด้วยก็อย่าเอาอะไรไปเลย แกว่าแบบอารมณ์เสียๆ ว่าแล้วแกก็ไปที่ถังน้ำหมักตักเสร็จก็ขึ้นควนไปเลย

กลับมาสู่เรื่องฝนแปดแดดสี่ วันนี้ต้องยอมรับค่ะว่าแม้จะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่รายจ่ายก็เพิ่มตามมาด้วย กะทิสดตอนนี้ราคาอยู่ที่ กิโลละ ๕๐ บาท จาก ๓๕ บาท อะไรๆ ก็ขึ้นตามไปด้วย แต่ก็ทำใจได้มันเป็นเรื่องของดีมานซับพาย แต่เรื่องของเจ้าตัวเล็ก เรื่องใหญ่คือขนมนมเนย ที่ราคาในปัจจุบันมันแพงลิบรับ โดยเฉพาะขนมนอกสัญชาติไทยพวกเครบ เพนเค้ก ฯลฯ ที่สรรหากันมาล่อตาล่อใจเด็ก น้ำอะไรต่อมิอะไร สนนราคาที่๒๐ บาทขึ้นไปทั้งนั้น การเห็นประโยชน์จากรายได้ของตนเองจนทำให้ขนมไทยต้องตายไปทีละอย่างๆ การกลืนชาติทำไมต้องปลูกฝังให้เด็กโดยที่ไม่รู้ตัว

วันนี้สมิหลาพอเพียงกลุ่มทุ่งขมิ้นได้คุยกันเรื่องนี้เหมือนกัน จึงริเริ่มจากการฟื้นฟูขนมง่ายๆ อร่อยๆ กินเพลินๆ ให้รูปบรรยายถึงความ กรอบอร่อยก็แล้วกัน





พี่หนูเอิดประกันความกรอบอร่อย
แม้จะดูว่าเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่หากฝนมากกว่าแปด แดดมากว่าสี่ แต่ความต้องการของคนเก่งของเราก็ก็ยังมีความต้องการอยู่ดี มันอยู่ที่เราจะให้ความต้องการของลูก เป็นดีมานซับพายหรือป่าว เศรษฐกิจพอเพียงนี้ยังสามารถขยายผลสู่การผลิตเพื่อกินเพื่อใช้ และสุดท้ายจะนำไปขายก็ได้ซึ่งความหมายของเศรษฐกิจ คือ การกระทำใด ๆ อันก่อให้เกิด การผลิต การจำหน่ายและการบริโภค แต่มันก็ยังมีคำว่าพอเพียงอยู่ ซึ่งถ้าเราจัดให้เหมาะสมกับตนเองแล้ว ก็จะส่งผลให้ตนเองครอบครัวชุมชนตลอดจนประเทศชาติได้ต่อไป

วันนี้พี่เอกกับผู้ช่วยมือใหม่กำลังช่วยกันทำงานอย่างสนุกสนานทั้งสองคน










ถ่านกะลา ถ่านไร้ควัน ถ่านบริสุทธิ์ ถ่านกัมมันต์ เห็นพี่เอกแกทดลองทำอยู่ทุกวันที่ฝนตกเพราะไปไหนไม่ได้ แต่ไม่สนใจตรงนั้นมากนัก สิ่งที่เป็นปลื้มมากกว่าคือลูกเรารู้จักตาชั่ง รู้จักศัพท์ใหม่ๆ เรียกชื่อสิ่งของได้แม่นย้ำ รู้จักกับธรรมชาติ เห็นพี่เอกจัดการกับความวุ่นวายของยายตัวเล็ก ให้เป็นความร่วมมือกันทำงานได้อย่างลงตัว มันเป็นความรู้สึกลึกที่กล่าวออกมาไม่ได้   ความรู้สึกที่ดี ที่เพียงพอ แบบพอเพียง

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อีก 50 ปีโลกจะแตก

วันนี้ไม่พูดนำใดๆ น่ะค่ะ เอาถ่านกะลามะพร้าวบรรจุถุงที่เค้าสั่งซื้อเข้ามา กว่า ๒๐๐ กิโลก็เหนื่อยแล้ว แต่พี่เอกไม่รู้ไปเอาแรงบวกมาจากไหน เผาทั้งวัน จากสองเตาเป็นสี่เตา อยู่ๆ แกก็เล่นเน็ตแล้วออกมาโวยวายเล็กๆ เลยยกเวทีให้แกเลยดีกว่า เบื่อจริงๆ แต่เข้าใจสิ่งที่แกทำอยู่


พี่เอก เรื่องโลกแตกตามที่สื่อต่างๆลงจนเป็นที่สนใจมันมากของวันนี้ มันเป็นเรื่องดีน่ะที่ออกมาเตือนกันถึงเรื่องราวอีก ๕๐ ปี เพราะวันนั้นคนนี้จะอยู่หรือไม่เดายาก แต่ “ลูกหลานไทย มรดกไทย ภูมิปัญญาไทย ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้จะคงอยู่ได้หรือ เอกราช ความเป็นไท จะเหลือให้ใครฟัง”


ไม่แปลกเลยสำหรับเรื่องโลกแตกทำใจมานานแล้ว แต่ก็แอบดีใจเล็กๆน้อย ที่เกษตรกรส่วนหนึ่งไม่ต้องทิ้งภาระให้ลูกหลานต้องรับผิดชอบ ในหนี้ที่ลูกหลานเป็นคนกระทำให้ได้มาเพื่อคำว่า “ได้เหล่ารียน” บนภาระที่ต้องขาดทุนจากหลายปัจจัยในการผลิตสินค้าของภาคเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง อาหารเริ่ม อาหารเร่ง ฯลฯ ที่ภาคเกษตรต้องทนรับภาระนี้ไว้ เพื่อได้มาซึ่งเงินตราในการลงทุนในแต่ละครั้ง แล้วก็ขาดขาดทุนทุกครั้ง มีบ้างที่ได้กำไร นิดหน่อย แต่ผู้ที่ได้กำไรมากกว่าเป็นใครก็ลองคิดดูน่ะครับ  ผมอ่านข่าวแล้วก็ขอใช้คำว่าวิพากย์น่ะ (จริงๆคำนี้ต้องขอกราบเท้าอาจารย์ยงยุทธ์ เสมอมิตร) ผู้ที่ให้คำจำกัดความนี้ เรื่องคำว่า วิพากย์ กับ วิจารณ์ ประเด็นคือว่า วิพากย์ คือแจงให้รู้ให้เข้าใจ แต่ วิจารณ์ ต้องใช้ความละเอียดทีถูกต้องชัดเจน ผมเองก็ไม่รู้จริงหรอกครับเรื่องคำพูด เพราะทุกวันนี้ใช้กันหลายภาษา แต่เป็นแค่คำกริยา ของภาษานั้นๆ ก็เท่านั้นเอง ชิมิ ชิมิ เข้าเรื่องดีกว่า เรื่องของปัญหาโลกแตก ตามหัวข้อ ดีครับที่นำสถิติมาเพื่อให้นึกได้ เห็นได้ ว่ามันเกิดขึ้นจริง แต่ถามกลับว่า แล้วคนที่คิดเรื่องนี้ ทำเรื่องนี้ กำลังทำ กำลังปกป้อง ป้องกัน เรื่องนี้ มาบอกมาเล่า มาแสดง ทำใม?ไม่ออกมาคู่กัน เช่นถ้าเกิดขึ้นจริงแก้กันอย่างไร


ในสื่อที่กล่าวมาอ้างถึงหนังฮอลีวูดในเรื่องโลกแตกใช้คำว่ากรอกหู ผมไม่ว่าหรอกครับ แต่อยากให้เจาะจงว่าเรื่องไหนเป็นอย่างไร ไม่ได้อิงฝรั่งมังค่า แต่ต้องดูหัวใจให้เจอะ ว่าในหนังแต่ละเรื่องมันมีคติสอนอยู่ เรื่องความรัก ความเหลวแหลกของครอบครัวทำให้พ่อต้องเลี้ยงลูกสาว แต่โลกจะแตก แล้วต้องช่วยโลกไว้ก่อน ก็ต้องไปดูอามาแกดอน เรื่องมิตรภาพ สัมพันธภาพต้องไปดูอวตาล เรื่องผู้นำประเทศ ศิลธรรมต้องดู สึนามิ ฯลฯ วันนี้เรายังไม่มองประเด็นเดียวกันเลย จุดศูนย์กลางแห่งความคิดสู่ทางสว่างอยู่ที่ไหน หรือต้องรอให้ซุปเปอร์แมน มดเอ็กซ์ มนุษญ์คางคาว หนุมาน หงอคง อินทรีย์แดง มาช่วยนั้นหรือโลกเราถึงรอด


ทำไม๊ ทำใม เราไม่พึ่งพาตนเอง ??? อันที่จริงมีคนมากมายได้เสนอแนวความคิดดีๆ ไปแล้ว แสดงสถิติไปแล้ว ไม่ว่าเรื่อง โลกห้าใบ ของพี่พงษ์สา ชูแนม ภูภาสู่มหานที หยุดวิกฤติโลกร้อน ของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ฯลฯ ใครเป็นผู้เสนอผลงานในเชิงสถิติกันบ้าง หรือ แค่มีกิจกรรมที แสดงกันที แล้วจบไป (อันนี้หมายถึงสื่อต่างๆ) คำว่ายั่งยืนที่เรียกหากันมันอยู่ตรงไหน ใครตอบได้ช่วยตอบที แต่วันนี้ จนถึง อีก ๕๐ ปี ที่มีแรงอยู่จะรีบสร้าง เสริม ทะนุ บำรุง รักษา ดำรงค์ คงไว้ ให้สมกับชื่อชูชาติ ที่พ่อ ชูเกียรติ ตั้งไว้ให้ และเพื่อเป็นอนาคตของ ชญาธิดา ลูกสาว และลูกหลานชาติไทยเชื้อหน่อไทย ได้สืบทอดต่อไป ดีที่มีการเตือน ปลุกให้ตื่น ดีที่มีการประโคมข่าวให้ระวัง โดยใช้โอกาสที่หลายคนกำลังตื่นกลัว บ้างคนตั้งตัวได้จากภัยที่เกิดขึ้น บางคนสิ้นเนื้อประดาตัว บางคน สูญเสียที่พึ่ง บางคนมีน้ำตา บางคนมีรอยยิ้ม มันไม่ใช่สิ่งที่ผมเห็นจากโรงภาพยนต์ เพราะผมดูซีดี หลังคนอื่นๆตลอดๆ เรื่องสุดท้ายที่เข้าโรงหนังคือ พระนเรศวร๒ ในความเป็นจริงแค่อุทกภัยที่สงขลา และหาดใหญ่ น้ำใจ และความร่วมมือยังมีอยู่ แต่ขาดผู้จัดการเท่านั้นเอง เริ่มมองหากันเกิดครับ อย่ารออีกห้าสิบปีเลย ผู้จัดการที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตทุกคนใกล้ตัวแค่นี้เอง ลองถามเงาในกระจกดูซิครับ ว่าเป็นใคร ขอแค่พึ่งคนที่คุณเห็นในกระจก แค่หนึ่งในสี่ก็พอ
ต่อมาคือ หลายคนหลายความคิด หลายคนหลายจิตใจ แต่ที่ตั้งคำถามต่อไปว่าชีวิตหนึ่งเกิดมาเพื่ออะไร คำตอบก็คือ ก็มีหลายๆอย่างแล้วแต่ละคนจะเลือกเป็น บ้างคนเกิดมาเพื่อกอบโกย บ้างคนเกิดมาเพื่อคนอื่น แต่อะไรคือจุดกลางล่ะครับ ไปงานศพ ๓ งาน ในเวลา ๒ วัน มันเห็นแค่จุดจบของชีวิตคนๆหนึ่งเท่านั้นเอง ก็ต้องใช้เวทีตรงนี้น่ะครับ พื้นที่เล็กๆ บนโลกกว้างขว้างของอินเตอร์เน็ต ไม่ใช่เป็นผู้รู้ แค่เป็นคนที่มีความรู้สึกอยู่บ้างก็เท่านั้นเอง

การเป็นคนทำสื่อมันยากกว่าที่คิด เพราะภาพที่เห็นความจริงที่ปรากฎ มันยากมากที่จะออกมาเป็นสื่อ เพื่อสื่อให้คนเห็นอย่างเรา มันจริงเสมอสำหรับคำพูดว่า “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ คนพูดความจริงตายก่อนเสมอๆ” สุดท้ายจะได้อะไร ก็มีแค่ประโยคสดุดีที่หน้าศพตอนท้ายว่า “ความดี ความชั่ว ประดับไว้ในโลกา” (มันเป็นกลอน ที่หมายถึง วัวควายตายแล้วเหลือหนังเขา แล้วคนเราเผา จะเหลืออะไรนอกจากความดีชั่ว) ก็จำไม่ได้ทั่งหมด แต่ผู้อ่านหลายๆท่านคงได้ยิน
วันนี้ไปมาอีกงานพระเทศนาดี ฟังง่ายเข้าใจ เรื่องการปฎิบัติตนของตน ในฐานะเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก สรุปคือ เป็นให้เป็นของอ.ยงยุทธ์ เสมอมิตร มันคล้ายๆกัน แต่ที่นึกขึ้นได้คือ อ.ยงยุทธ์ เสมอมิตร ได้กล่าวถึง ท่านพุทธทาสว่า “ธรรมะไม่กลับมาโลกาจะวินาศ” ประเด็นนี้เลยต้องมาคุยกันต่อ ว่า เกี่ยวอะไร กับ ๕๐ ปีโลกจะแตกจะวินาศ ก็ยกประโยคแสรงว่า “ดีชั่วรู้หมดแต่อดไม่ได้” คือทุกวันนี้วิกฤติต่างๆ มันเตือน มันแสดงให้เห็น ไม่รู้กี่เรื่องกี่ราวแล้ว แต่เราไม่สนใจ ยังลงมือลงไม้กับโลกนี้ประเทศนี้อย่างไม่บันยะบันยั้ง การใช้ทรัพยากรโดยไม่สนใจ การไม่เปิดใจเชื่อฟังในการถนอมทรัพยากรธรรมชาติ ไปค้นคว้าแต่ต่างโลกต่างดาว จนพวกต่างด้าวเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะเรามองไปข้างหน้าอย่างเดียว โรงงานมีแรงงานแต่แรงงานต่างด้าวคนไทยไม่มีงานทำ จ้างต่ำกว่าวุฒิของระบบทุนนิยม ไม่มีงาน ไม่มีเงิน มีที่ดินแต่ทำกินไม่เป็น ตะไคร้ ๓ ต้นห้าบาท มะนาวลูกละ ๓ บาทกันแล้ว ยังยิ้มกันได้อยู่อีก มองอย่างไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่าพูดถึงการพัฒนาเลย เพราะแค่ไม่เข้าใจที่เป็นกะดุมเม็ดแรกยังผิดอยู่ เข้าใจหมายถึงอะไร หมายถึงว่า “ก็มันเป็นเช่นนั้นเอง” ประโยคนี้หรือที่ทถูกต้อง? หรือ เข้าใจหมายถึง “เอาใจเค้ามาใส่ใจเรา”เช่น “เป็นข้า ข้าก็ต้องทำอย่างนั้น” ผมไม่ได้ต้องการชี้นำไปในทางใดๆ เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่การน่าเชื่อถือข้อความที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ ผมใช้คำว่าสามัญสำนึกจะดีกว่า เพราะการออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะชนต้องประกาศให้ชัดไปเลยว่าตัวตนคิดอย่างไร สื่อต้องเป็นกลาง แต่คำว่าเป็นกลางนี่แหล่ะครับยังหากันไม่เจอะของจริง แม้มันเกิดมาตั้ง ณ ปัจจุบัน ๒๕๕๓ ปี มัชฌิมาปฏิปทา ยังหากันไม่เจอะ ไม่เจอะเพราะเป็นคำพระเป็นบาลี ทุกวันนี้เลยปฏิบัติตนแบบเลี่ยงบาลีกันเยอะที่จริงแล้วทางสายกลางที่เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา มันอยู่ใกล้ตัวนี้เอง แต่เรามองข้ามไป ใช้พื้นที่แห่งนี้ก็ต้องอ้างถึงการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ขอแสดงความคิดเห็น แสดงภาพที่เราเห็นกันทุกวัน ว่าทำใม “ทางสายกลาง” จึงอยู่เหนือกรอบทั้งหมด ซึ่งผมเห็นและอ่านประโยคนี้เป็นประโยคแรกก่อนที่จะอ่านประโยคอื่นๆต่อไป

ผมไม่สามารถจะชี้ประเด็นใดๆลงลึกกว่านี้ได้ เพราะคุณวุฒิวัยวุฒิ ยังด้อยอยู่ แต่ยังคอยดู เฝ้าคอย รอคอย ผู้มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ จะทำสิ่งนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ถ้าวันนี้ยังบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์อยู่ จะพูดเรื่อง หิริโอตัปปะ แต่สึกแล้ว ก็ไม่พูด เพราะพูดไปคนมีอายุมากกว่าจะตำหนิเอา ว่ารู้มาก แก่แดด ทำท่าว การทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ตำหนิ ไม่สบายใจ มันเป็นความหน้าละอายต่อปาป จนเกิดความสะดุ้งกลัวต่อปาป ผมเลยไม่ลงลึกถึงความหมายของประโยคนี้ให้มากความ เลยขอพูดให้พอประมาณ พอเห็นภาพ พอนึกกันได้ เหตุผลที่ต้องพูดบ้างเพราะมันเป็นสัจธรรมเป็นความจริง ถึงแม้เป็นข้อคิดเห็นแต่ก็ได้จากธรรมะที่ทุกคนก็ทราบกันดี ซึ่งถ้าทุกคนลองประยุกต์ใช้ให้ทุกต้องแล้ว ชีวิต เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จะต้องสมดุล มั้งคั่ง และยั่งยื่น แน่นอน


แต่การไม่รู้จักปาปบุญคุณโทษไม่ไช่หรือ ที่ทำให้คนละเมิดกันเอง ละเมิดต่อธรรมชาติ เพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์แก่ตน แล้วเป็นอย่างไร เมื่อธรรมชาติทวงคืน ยังพอมีเวลาครับตามที่ข่าวเล่ามา ผมไม่พูดประเด็นว่า เวลาที่ผ่านมาจากสถิติว่า วันนั้น วันนี้ เกิดพายุ เกิดน้ำท่วม เกิดดินถล่ม แต่อย่างใด แต่ผมขอแสดงความเป็นจริงว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงให้แนวทางไว้เมื่อ ๓๖ ปีมาแล้ว ถ้าวันนั้นทุกคนได้น้อมนำมาปฏิบัติ วันนี้ประเทศหรือโลกเราจะเป็นอย่างไร หรือจะต้องรออีก ๕๐ สิบปี ที่พวกเราจะมีโอกาสได้เริ่มลงมือกันในวาระสุดท้ายของพวกเรา แล้วใครจะเป็นคนอ่านสดุดีในโอกาสสุดท้ายของพวกเรา
ในนามมนุษชาติเพื่อให้ธรรมชาติฟัง
แล้วในคำสดุดีที่เรามีต่อธรรมชาติ มันคืออะไร

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ก้าวแรกของชุมชน

วันก่อนไปตลาดตอนเย็นมีน้าคนหนึ่งเข้ามาถามว่า "น้องเอกอยู่บ้านไหม?" ก็งงๆอยู่คุ้นๆหน้าแต่จำชื่อไม่ได้ ก็บอกไปว่าไม่อยู่ไปธุระที่สงขลา สองสามวัน แกก็บอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวไปที่บ้านเอง จะไปดูหมูหลุมหน่อย ก็ทำให้รู้ว่าแกจะถามถึงพี่เอกทำไม ก็ดีน่ะค่ะทำให้อุ่นใจเหมือนไปตลาดเจอะคนโน่นคนนี้ก็ทักทายกันมากขึ้นรู้จักกันมากขึ้น พี่เอกกลับมาเลยถามว่าทำไมคนเริ่มสนใจกับสิ่งที่ทำมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นหมูหลุมหรือเผาถ่านก็ดี
พี่เอกตอบ มันเป็นก้าวแรกของชุมชนของพวกเรา ที่จริงแล้วคนในชุมชนของเราก็มีความรู้หลากหลายเพียงแต่ไม่มีโอกาสได้คุยกัน มันไม่มีเจ้าภาพ เรามีผู้มีความรู้ในแต่และด้านเพียงแต่เราขาดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนชุมชนของเราเอง แต่เราโชคดีเพราะทางภาครัฐโดยทางพัฒนาชุมชนอำเภอนาหม่อม ได้มอบสิ่งที่ล้ำค่าให้กับชุมชนพร้อมด้วยภาคองค์กรส่วนท้องถิ่นคือเทศบาลนครหาดใหญ่ ที่มาตั้งศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงให้ชุมชนอีก และพวกเราเองภาคประชาชนในพื้นที่ ทำให้เกิดไตรภาคีขึ้น คือ รัฐ องค์กร ประชาชน แต่ตอนนี้มี ๕ แล้วที่จริง เป็น เบญจภาคีแล้ว เพราะ มีเอกชนกับ วัดหรือโรงเรียนเข้าร่วมด้วยแล้ว คิดว่าต้นเดือนพฤศจิกายน ๕๓ นี้ ชุมชนทุ่งขมิ้นและได้รับการพัฒนาโดยเบญจภาคีโดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง
วิภา....ทำไมฟังดูง่ายจัง?
พี่เอก... เพราะว่ากระดุมเม็ดแรกเราถูก เม็ดต่อๆมาก็จะถูกตามไปด้วย มันเลยดูว่าง่าย แต่ง่ายเพราะหลายๆคนที่เป็นแกนนำก็ได้รับการอบรมมาจากที่เดียวกัน คือ มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ แบ่งเป็นสี่ศูนย์ใหญ่ๆ คือ  ๑.ศูนย์มาบเอื้อง ๒.ศูนย์วัดป่ายาง ๓.ศูนย์เพลิน ๔.ศูนย์สองสลึง
และมีกลุ่มของเครือข่ายเกษตรทางเลือก และหมอเขียว เพราะฉนั้นคนที่ได้ผ่านการอบรมมาล้วนมีความรู้ด้วยกันทั้งสิ้น ต่อมา เราทรัพยากรเหมือนกัน ปัญหาโดยรวมเหมือนกัน แต่วิธีการแก้ต่างกัน เพราะมีความถนัดต่างกัน ในฐานะได้รับมติจากชุมชนให้เป็นผู้ประสานงานก็ต้องทำหน้าที่ให้เป็น ในเดือนนี้จะเห็นอะไรที่เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเพราะมติในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เราร่วมกันเป็นการปฏิบัติบูชา ทั้งนี้ได้รับความสนใจแก่ภาคเอกชนไปบ้างแล้วและมีผู้ร่วมสนับสนุนจาก ร้านคราวน์เบเกอรี่ อีกหนึ่งของเอกชนที่สนับสนุนกิจกรรมดีๆทางสังคม และอีกหลายๆท่านที่สนใจเข้าร่วมโครงการที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้ แต่ก่อนจะเดินไปข้างหน้าจงหยุดเหลียวมองข้างหลังก่อนว่าทำอะไรสำเร็จมาแล้วบ้างในชุมชน
๑.การทำความเข้าใจที่ตรงกันในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 
๒.ความสำเร็จในการร่วมกลุ่มย่อยในการเลี้ยงไก่ และปลาดุก ที่ได้รับหมอบจากทางราชการ(โครงการสมิหลาพอเพียง)
๓.การร่วมกลุ่มทำน้ำยาเอนกประสงค์ที่ใช้ในครัวเรือน เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน
๔.การร่วมผู้ที่มีความสำเร็จในชุมชนที่ทำอาชีพเสริม เป็นวิทยากรของชุมชน พร้อมสนับสนุนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งจะทำเป็นรูปเล่มคู่มือชุมชนในภาคประชาชนต่อไป
ภาพประกอบกิจกรรมที่ได้ทำมา
  
 











ขอขอบคุณร้านคราวน์เบเกอรี่ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของชุมชน

คุณโอผู้จัดการร้านคราวน์เบเกอรี่มอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียนโสตศึกษาหาดใหญ่

ร้านคราวน์เบเกอรี่ ๒ สาขา สงขลาตั้งที่ ถ.ไทรงาม อ.เมือง หาดใหญ่ ตรงข้ามโรงเรียนเฮงเสียงสามัคคี
ติดต่อได้ที่ 074 441305 311918 312174

จำหน่ายเบเกอรี่ เค้กในโอกาสต่างๆ อาหารทั่วไป กาแฟสด เปิดบริการ 07.00 - 21.30
ปลอดภัย ไม่ใส่สารกันบูด กันรา