ผมรักในหลวงที่สุดในโลก

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554

"บวร"กลับสู่ชุมชนที่นาหม่อม ตอน ๓ เมื่อวัดพร้อม

ได้เข้าวัดมากขึ้นอีกครั้ง แต่เข้ามาครั้งนี้คือมาทำหน้าที่ หน้าที่คนๆหนึ่งในชุมชน อันพึ่งกระทำได้ เพราะมาทำหน้าที่ประสานงานให้กับชุมชนรู้จักและพูดคุยกับวัดและรู้จักวัดใน มุมมองใหม่ๆบ้าง  นอกจากกิจกรรมด้านศาสนพิธีแล้ว ยังมีห้องสมุดชุมชน มีมุมไอที มีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้บริการพร้อม อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (แต่ไม่มีเกมส์ให้เล่น) นับว่าค่อนข้างสมบูรณ์เลยที่เดียว ท่านมหาวิชิตกล่าวให้ฟังว่า "วันนี้ถ้าเราให้ผู้นำชุมชนมาเรียนรู้ในเรื่องไอทีบ้างก็น่าจะดี เพราะอนาคตข้างหน้าปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสังคมออนไลน์ หรือโซเซียนเน็ตเวิร์คจะมีบทบาทในสังคมชุมชนมากขึ้น แม้ปัจจุบันการส่งรายงานส่งหนังสือ หรือ ทำเอกสารใดๆก็ใช้ระบบเน็ตเวิร์คทั้งนั้น ตลอดจนเด็กๆ นักเรียน นักศึกษา บ้างคนที่ไม่มีความสามารถในการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์และใช้งานอินเตอร์เน็ตที่บ้าน ก็สามารถมาใช้ที่วัดได้(ห้องสมุดชุมชนตั้งอยู่ในวัด)"
ครับ จะเห็นได้ว่าวัดนอกจากกิจกรรมด้านศาสนพิธีแล้ว วัดก็มีความพร้อมอีกหลายๆโอกาสด้วยกันไม่ว่าจะเป็นการจัดประชุมสัมนา การจัดอบรม ตลอดจนการให้บริการด้านไอทีในระดับชุมชน อีกหนึ่งป้อมปราการที่จะคุ้มกันให้เยาวชนในชุมชนไม่ต้องเสี่ยงกับร้าน อินเตอร์เน็ตทั่วๆไปที่หน้าจอเต็มไปด้วยเกมส์ออนไลน์ทั้งสิ้น













 ขณะนี้ทางวัดและผู้ที่เกี่ยวข้องกำลังปรึกษาหารือในเรื่องการจัดเวลาและบุคคลากร ตลอดจนผู้มีจิตอาสาได้เข้ามาวางกรอบการจัดการในเรื่องรายวิชาต่างๆ ให้เหมาะสมแก่ผู้ใช้บริการต่อไป

ปล.แถมท้ายนิดหนึ่งครับเรื่องประสาทเขาพระวิหาร ทางขึ้นต้องผ่านด่านเมืองศรีสะเกษ ศรีษะฝรั่งเรียกว่าเฮดศรีสะเกษติดกับเขมร กำพูชา กำพูชา กำพูชา มรดกโลก มรดกโลก มรดกโลก สืบนาคะเสถียร สืบนาคะเสถียร สืบนาคะเสถียร เรฟูจี เรฟูจี เรฟูจี มงกุฎดอกส้มถึงดอกส้มสีทอง  ประวัติศาสตร์ ภูมิประเทศ การเมืองการปกครอง สู่การนำเสนอในบทเพลงหนังและละคร เต้นกินรำกินกลายเป็นศิลปินในปัจจุบัน  ภูมิปัญญากลายเป็นสิ่งล้าสมัยแม้พวกมึงได้ดื่มกินทุกวันนี้ โลกาภิวัตน์ กลายเป็น โซเชี่ยนเน็ตเวิร์ค ยอมรับในการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อเพราะเราคือประชาธิปไตย วิถีแห่งพ่อขุนศรีอินทรทิตย์  แม่กูชื่อนางเสือง หายไป หายไปกับปี๒๔๗๕ ผมไม่ก้าวล่วงถึงสถาบันตามเจตจำนงค์ที่เคยก้าวมา  ชาติ ศาสนา พระมหากษัติย์ คนไทยรู้ทุกคนว่าคือสถาบัน อย่างเช่น สถาบันการเมือง ไม่ใช่พ่อใช่แม่ ใช่พี่ใช่น้อง ใช่ญาติกู มึงอย่าเข้ามา นี่หรือคือการปรองดอง การปรองดองในระบอบประชาธิปไตย  การยึดครองอำนาจในภาครัฐโดยระบอบครอบครัว สู่สังคมอธิปไตย จะตีฆ้องร้องป่าวกันได้อีกหรือท่านพ่อขุนราม การไม่รู้จริงถึงที่มาแห่งสยามประเทศสู่ความเป็นไทย ไม่ได้ว่ากัน แต่บัตรประชาชนถึงสมาร์การ์ด มันบอกว่า มึงคือ คนไทย สัญชาติไทย เชื้อชาติไทย  ไม่ได้ปลุกกระแสความรักชาติ แต่ความรักชาติต้องมีโดยสัญดานทุกคน (ใครคิดไม่ออกก็ร้องเพลงชาติไทยในใจดู) ผมไม่เชื่อผู้นำคนใด นอกจากผู้นำในจิตใจว่าเกิดมาเป็นคนไทย ตำแหน่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ ไม่ได้มีความหมายเหนือคุณุประการที่ได้ทำต่อแผ่นดินเกิด แผ่นดินที่ซุกหัวนอน  วันก่อนไปเฟสบุ๊กครั้งหนึ่งแล้วแต่ก็มีเพื่อนน้อย วันนี้เอามาฝากใว้เวทีเล็กๆตรงนี้ เวทีที่ เดินที่ละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง

"บวร" กลับสู่ชุมชนที่นาหม่อม ตอนที่ ๓ ความพร้อมของวัด

ได้เข้าวัดมากขึ้นอีกครั้ง แต่เข้ามาครั้งนี้คือมาทำหน้าที่ หน้าที่คนๆหนึ่งในชุมชน อันพึ่งกระทำไ้ด้ เพราะมาทำหน้าที่ประสานงานให้กับชุมชนรู้จักและพูดคุยกับวัดและรู้จักวัดในมุุมมองใหม่ๆบ้าง

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

"บวร" กลับสู่ชุมชนที่นาหม่อม ตอนที่ ๒ "วัด"

     และแล้วธรรมะก็จัดสรรค์ให้ลงตัวจนได้  เรื่องบุญเรื่องกรรมเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนสำผัสได้ ติดค้างผู้ติดตามมาสองเดือนจนเดือนนี้จึงมาตามสัญญา หากถามกันว่า วัด หมายถึงอะไร
สารานุกรมเสรีกล่าวว่า วัด หรือ อาวาส (คำหลังไม่นิยมใช้) [1]คือคำเรียก สถานที่สำหรับประกอบกิจกรรมทางศาสนาของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ ในประเทศไทย, กัมพูชา และลาว ภายในวัดจะมี กุฏิ ซึ่งใช้เป็นเป็นที่อาศัยของนักบวชในศาสนาพุทธซึ่งก็คือ พระสงฆ์ อีกทั้งยังมีเจดีย์ พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ เมรุ ซึ่งใช้สำหรับประกอบศาสนพิธีต่างๆ เช่น การเวียนเทียน การสวดมนต์ การทำสมาธิ
วัดโดยส่วนใหญ่นิยมแบ่งเขตภายในวัดออกเป็นสองส่วนคือ พุทธาวาส และสังฆาวาส โดยส่วนพุทธาวาสจะเป็นที่ตั้งของสถูปเจดีย์ อุโบสถ สถานที่ประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา และส่วนสังฆาวาส จะเป็นส่วนกุฎิสงฆ์สำหรับพระภิกษุสงฆ์สามเณรจำพรรษา และในปัจจุบันแทบทุกวัดจะเพิ่มส่วนฌาปนสถานเข้าไปด้วย เพื่อประโยชน์ในด้านการประกอบพิธีทางศาสนาของชุมชน เช่น การฌาปนกิจศพ โดยในอดีตส่วนนี้จะเป็นป่าช้า ซึ่งอยู่ติดหรือใกล้วัด ตามธรรมเนียมของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่กลุ่มฌาปนสถานในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทยจะตั้งอยู่บนพื้นที่ ๆ เป็นป่าช้าเดิม
ปัจจุบัน วัดไทยในชนบทยังคงเป็นศูนย์รวมของคนในชุมชน ซึ่งต่างจากในเมืองใหญ่ที่วัดกลายเป็นเพียงสถานที่จำพรรษาของพระสงฆ์และ เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาเท่านั้น
อ.ยักษ์ แห่งมหา ลัย คอกหมู กล่าวไว้น่าฟังว่า วัด คือมาตราวัดว่าคนเรามีความเจริญแค่ไหน ชุมชนไหนมีความเจริญ ก็ให้ไปดูที่วัด ถ้าวัดไหนน่าอยู่มีความสะอาด มีอุโบสถ มีศาลาการเปรียญ มีโรงธรรม พระเณรมาก มีการสวดมนต์ มีการเทศนา มีคนเข้าฟังเทศฟังธรรมมาก มีกิจกรรมต่อชุมชนหรือมีส่วนร่วมกับชุมชน สิ่งเหล่านี้จะเรียกว่าสังคมชุมชนนั้นมีความเจริญ เจริญเพราะผู้คนมีบุญมีกินมีใช้จึงเหลือที่จะนำไปสะสมกันไว้ที่วัด ดังคนสมัยก่อนมีทองก็เอาไปร่วมกันหลอมเป็นองค์พระ แต่สมัยนี้คนที่เข้าวัด ก็เข้าเหมือนกัน แต่ก็เข้าไปขโมยของวัด ดังที่ได้เห็นในข่าวบ่อยๆ(อันหลังนี้ผมพูดเองตามที่ได้เห็นข่าวบ่อยๆ)
ผมเองก็เหมือนกับคนอื่นๆ ที่จะเข้าวัดเพื่อประกอบพิธีต่างๆ แต่ก็โชคดีที่ได้บวชเรียนอยู่บ้าง และโชคดีที่ได้จำวัดถึงสองวัดด้วยกัน นั้นคือ วัดเอก (หลวงพ่อเดิมสงขลา) และวัดป่ายาง (นครศรีธรรมราช) การบวชในครั้งนี้ได้เข้าใจหลักศาสนามากขึ้น แต่ก็ไม่ขออธิบายให้มากความ สรุปง่ายๆว่า ได้บวชเป็น ภิกษุสงฆ์ แต่มิได้ชื่อว่าเป็น พระกิจกรรมทั้งสองวัดก็เหมือนวัดอื่นๆทั่วๆไป ต่างกันที่ กิจกรรมการมีส่วนร่วมกับชุมชน ทางวัดเอกจัดให้มีการเจริญวิปัสนาเป็นหลัก ทางวัดป่ายางจัดให้มีการสร้างกลุ่มสร้างอาชีพให้กับชุมชนเป็นหลัก   ซึ่งทั้งสองวัดก็ได้ทำหน้าที่ต่อชุมชนหมือนกันแม้กิจกรรมต่างกัน
ผมและทุกท่านเวลาไปวัดไหนๆวัดก็เปิดประตูตอนรับตลอด แต่เราเข้าไปทำไม เพื่ออะไร และสุดท้ายเวลาเข้าวัดผมคิดว่าหลายท่านคงจะเกิดความละอายต่อปาปที่จะทำในบริเวณวัดเช่น นึกจะฆ่าหมู ฆ่าวัว เพื่อใช้ในงานต่างๆ ก็จะไม่ทำกันในบริเวณวัดเพราะคิดกลัวปาป แต่พอไปอยู่นอกวัด หมูวัวตัวนั้นก็โดนฆ่าอยู่ดี ฆ่าโดยไม่กลัวปาป เพราะมันคืออาหารของคน แต่อาหารของคนตัวนั้นถ้าไปฆ่าในวัดเป็นบาป  แล้วบาปมันอยู่ตรงไหนกันแน่
กลับเข้าเรื่อง บวร บ้าน วัด โรงเรียน ได้มีโอกาสกราบนมัสการหลวงพี่ มหาวิชิตแห่งวัดปลักพ้อ ปรึกษาท่านเรื่อง บวร จึงได้ทราบว่าวัดก็พร้อมที่จะเป็นแกนกลางของชุมชน ได้ปรึกษาหารือกันเรื่องวัดกับชุมชนต่อการมีส่วนรวม ท่านก็บอกว่าดี งานนี้มีเหลือแค่ผู้ประสานงาน ระหว่างวัดกับชุมชน ก็นับว่าเป็นโอกาสที่ดีเพราะคำว่า บวร ทุกคนฟังแล้วเข้าใจ รู้ว่าดี รู้ว่าถูกต้อง แต่มีคนทำน้อย คิดว่าทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เลยไม่ได้ลงมือทำกัน แต่ไม่ใช่พื้นแผ่นดินแห่งนี้ เมื่อได้พบกับท่านพระมหาวิชิต ฐิตธมฺโม ป.ธ.๙ วัดมงคลพิพัฒน์สมาธิ(ปลักพ้อ) อ.นาหม่อม จ.สงขลา (วัดใกล้ๆบ้านผมเอง) กับประโยคสั้นๆว่า ประตูวัดเปิดเสมอทุกโอกาส แล้วแต่ญาติโยมมาทำอะไร ถ้าสิ่งนั้นดี เป็นประโยชน์ต่อโดยร่วมแล้วยินดีเสมอ นับเป็นโอกาสที่สองจากที่ได้ดำเนินการของ "บ้าน" ที่สามารถชี้ช่องทาง ว่าไม่มีแค่เพียงหนทางเดียวที่จะอยู่รอดบนพื้นดินอันอุดมสมบูรณ์ แม้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุนหรือผู้มีอำนาจต่างๆนาๆ ธรรมะจากพระโง่ รังสรรค์โดย  ธรรมฐิต (พระมหาวิชิต ฐิตธมฺโม ป.ธ.๙ แห่งวัดปลักพ้อ) ขอยกบทธรรมตอนไม่เชื่ออย่าลบหลู่ "จงทำให้มี..ศักดิ์..แล้วเราจะได้ ...สิทธิ์..นั้นทันที  หนึ่งในใจความดังนี้ คนบุราณกล่าวว่า..ไม่เชื่ออย่าลบลู่นั้นถูกต้องแต่...ให้ศึกษาเรียนรู้จนเกิดปัญญาก่อนถึงจะกล่าวได้ว่า..สิ่งศักดิ์สิทธิ์หาใช่อยู่ในภายนอกตัวไม่ แต่อยู่ในตัวตนของเรานี่แหละ คำว่าศักดิ์แปลว่า สามารถในการณ์นั้นๆ อย่างมีสติเท่าทันด้วยปัญญา คำว่าสิทธิ์แปลว่า ความสำเร็จดั่งปราถนา  รวมกันจึงได้ความว่า สามารถในการณ์นั้นๆให้สำเร็จได้ด้วยสติปัญญาของเรา
กับผู้เพียรพยายามอย่างบริสุทธิ์ใจ มิได้กราบไหว้อ้อนวอนเทวดา บ้านผู้ดำรงค์ในวิถีแห่งตน เพื่อตนและสังคมรอบข้าง กับ วัด เพื่อเจริญจิตและเป็นแกนนำโดยมีหลักธรรมเป็นที่ยึดเหนี่ยว บ้าน วัด  สองในสามของ บวร รูปธรรมที่จับต้องสัมผัสได้ก็ใกล้เข้ามาทุกที ทุกท่านครับที่วิตกว่าโลกจะแตกดับผมว่า เมื่อธรรมะกลับมาโลกานี้หรือจะพินาถ
นับต่อจากนี้ เมื่อบ้านพร้อม วัดพร้อม บันไดขั้นที่สองตอนบ้านและวัดกับชุมชนก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้น โปรดติดตามตอนต่อไป....



 ที่ธรณีสงฆ์กว่าเจ็ดไร่หลังวัด ท่านจำภาพนี้ให้ดีหรือใครที่อยู่ใกล้ๆ ก็แวะเข้ามาถ่ายรูปเก็บไว้น่ะครับ 
อะระหังสัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ
สุุปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ
ขอท่านผู้อ่านและผู้ติดตาม มีความสุขความเจริญยิ่งๆขึ้นไปด้วยเทอญ

วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2554

เดือนของครอบครัว

เดือนนี้ได้เจอะญาติเยอะและเพื่อนๆ มากเป็นพิเศษ เพราะหลายคนได้ออกไปทำงานในกรุงเทพเป็นส่วนใหญ่ พอถึงเทศกาลสงกรานต์ปิดยาวๆ จึงได้กลับมาเยี่ยมบ้านกัน อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ก็แปลกน่ะที่พี่เอกอยู่บ้านแท้ๆ แต่มีเวลาอยู่บ้านแค่วันเดียวในช่วงเทศกาลเพราะต้องไปให้ความบันเทิงแก่คนอื่นๆ (งานเครื่องเสียง)งานซ่อมคอม งานไฟฟ้า งานประปา พี่แกเป็นไปหมด แถมเพื่อนมาก็ทำกับข้าวได้อีก(แต่ไม่ค่อยจะได้กินกับข้าวหรอกค่ะ) แกบอกว่าดีที่ไม่ใช่คนน้ำเต็มแก้ว ไม่อย่างนั้นแล้วก็จะเป็นคนที่ไม่เป็นอะไรซะอย่างเลย สุดท้ายเพื่อนๆพี่แกมาจึงไม่มีเวลาอยู่บ้านในช่วงสงกรานต์เลย ฟังแกชี้แจงหน่อยแล้วกัน
พี่เอก ไปหลายงานน่ะแต่ที่เห็นก็ภาพเดียวกัน ภาพของการแสดงความรักต่อผู้มีพระคุณ มีน้ำตาของความทราบซึ้งทั้งการกราบ การไหว้ การสวมกอด การทำบุญ การให้ทาน เต็มไปด้วยบรรยากาศของการให้ การให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ แม้บางครั้งคนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วม ถึงไม่มีเงินที่จะใช้จ่ายแบบคนอื่นๆ เค้า การก้มกราบ ระหว่าง ผู้มีเงินมากกว่า กับ ผู้ไม่มีเงินเลยในกระเป๋า ผมเห็นสายตาของผู้รับการกราบนั้นไม่ได้แตกต่างกันเลย  แต่ก็เห็นอีกมุมหนึ่งคือ ผู้ที่ไม่ยอมก้มกราบผู้มีพระคุณ อันนี้ก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกัน 
บุญ ทาน เรื่องง่ายๆที่ทำกันได้ทุกวันทุกเวลา ทุกคนรู้ ว่าทำกันอย่างไร แต่ก็ไม่เลือกที่จะทำ ภาพของการรวมน้ำใจในการช่วยเหลือภัยพิบัติน้ำท่วมภาคใต้ แสดงในเห็นถึงความมีน้ำใจ และความรักความห่วงใยของคนไทย เป็นภาพที่ดีงาม แต่ก็ไม่วายที่จะมีภาพของการ ปล้น แย่งชิงให้เห็นตามมาเหมือนกัน คนเหล่านั้น มิได้ดูสื่อ ดูทีวีหรือว่า มีอีกหลายคนที่กำลังให้ความช่วยเหลือเขาอยู่ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?  บุญ ทาน กับการแย่งชิง มันช่างไกลกันเหลือเกิน แต่ทำไมมันเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาและสถานะการณ์เดียวกัน  ภาพแห่งการเอารัดเอาเปรียบมันช่างเจ็บเข้าไปในกระดูกดำจริงๆ  เพราะไปเอาเปรียบคนที่กำลังเดือนร้อน คนที่กำลังคิดว่าต่อไปนี้ตนเองจะใช้ชีวิตอย่างไรต่อไป หนึ่งในนั้นผมรู้จักเขาดีคนหนึ่ง เป็นคนหัวไวใจสู้ ได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ ยังไม่ถึงหนึ่งปีเค้าก็กลับมาสง่างามเหมือนเดิม สง่างามบนความพร้อมที่จะช่วยเหลือคนอื่นๆ และเป็นเสาหลักให้กับครอบครัวตลอดจนผู้ที่อยู่รอบข้างได้อีกครั้ง
เดือนนี้มีบรรยายเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลายครั้ง ในแต่ละครั้งได้ถามคนที่รับฟังการบรรยาย ทุกคนรู้จักประโยคนี้หมด แต่อธิบายไม่เหมือนกัน และทำไม่เหมือนกัน  ฟังดูผู้เข้ารับฟังแล้วก็ดีใจ ที่หลายๆคนให้ความสำคัญต่อประโยคนี้ ประโยคที่ว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเขาคือประโยค
ได้พูดคุยกับ นาย ก. นาย ก.บอกว่า ทำสวนยาง แล้วเลี้ยงปลา ปลูกผักไว้กินเอง แค่นี้ผมก็ทำเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว
นาย ข.บอกว่า ทำสวนยาง เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ไว้ขาย ผมก็ทำเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว
นาย ค.บอกว่า ทำสวนยาง อย่างเดียว แต่ผม ประหยัดค่าใช้จ่าย มีเหลือเก็บ แค่นี้ผมก็ทำเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว
แล้วทุกคนก็ถาม วิทยากรกลับว่า วิทยากรทำอะไรบ้าง
วิทยากรเอก. ผมเผาถ่านกะลาเพราะนั้นคืองานของผม งานที่ผมได้เรียนมา ตัดยางด้วย เพราะภรรยามีสวนยาง เลี้ยงปลาเพราะมันมีบ่อเดิมอยู่แล้ว เลี้ยงหมูหลุมไว้ทำปุ๋ย เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ไว้กินไข่ กินไม่ทันก็ขาย ไปแจกเขาเขาก็ไม่รับเค้าบอกเกรงใจ วันก่อนก็ให้น้ำส้มควันไม้มาแล้วบ้าง ให้ถ่านมาใช้บ้าง ซื้อดีกว่าสบายใจดี ก็ต้องขายครับ
วันนี้ชาวสวนอย่างพวกเราใครทำปุ๋ยไว้ใช่เองบ้างครับ ?......(เงียบ)
ที่เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด ใครทำอาหารเองบ้างครับ?.....(เงียบ)
วันนี้ที่ทุกคนทำดีหมดครับ ดีทุกคน แต่อยากจะให้ไปดูในประโยคเต็ม ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงครับ ลองแยกคำดูแล้วเอาความหมายนั่นมารวมเป็นประโยคจะได้ดังนี้ครับ ความรู้ที่เป็นหลักแห่งความจริง ทำให้เกิดกิจกรรมการผลิต การจำหน่ายการอุปโภคบริโภค สมควรแก่ความต้องการ  
และในโอกาสนี้จึงได้มีการอธิบายในเรื่อง หมูหลุม การเผาถ่านจากเศษไม้ โดยเฉพาะกะลามะพร้าว การทำปุ๋ยอย่างง่าย โฮโมนหน่อกล้วย ซึ่งทุกคนก็สนใจและรวมกลุ่มทำกันต้องไป เสร็จจบข่าวชาวเกษตร
กลับมาในงานเลี้ยงฉลองในวันครอบครัว ของ ครอบครัวอื่นๆ ใน ฐานะผู้ให้ความบันเทิงในงานเครื่องไฟ เห็นบรรยากาศของการพูดคุยกันเรื่องราวต่างๆ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า บ้านเราสบายที่สุด แต่ไม่เห็นใครพูดว่าจะกลับมาซักคน ด้วยประสบการณ์ในด้านวิทยากร จึงใช้วิธีแสดงภาพวิถีชีวิตลงในจอภาพ ขนาดเจ็ดสิบนิ้ว( โปรแจ็คเตอร์) ใครจะร้องเพลงอะไร สายตาก็ยังมองภาพที่ปรากฎเบื้องหลังอยู่ดี มีหลายคนวางไมค์ แล้วเข้ามาคุยมาถามถึงการเผาถ่าน การเลี้ยงหมู การทำปุ๋ย ซึ่งนับว่ายิงปืนนัดเดียวได้คนหัวใจใจสู้มาร่วมอุดมการณ์ได้อีกเยอะ น้องๆ ที่เจอะพี่เอกแล้วเข้ามาในบล็อกนี้ หากจำได้ถึงวันที่มีความสุขกับบรรยากาศที่ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อแม่ลูก ปู่ยายตายาย หากคิดจะกลับบ้าน เชิญได้เลยครับ ความสุขสุขสันต์เพียงวันสองวัน กับเงินที่คุณบ้างคนต้องเก็บมันมา บางคนต้องกู้มา มันไม่ได้มีความหมายเท่ากับ การอยู่ดูแลพ่อแม่ และลูกของคุณด้วยน้ำมือคุณเองหรอก ถึงบ้างคนไม่ได้ช่วยทั้งหมด แต่การดูแลแค่ไม่ให้พ่อแม่ต้องเหนื่อยมากไป ก็ได้คำว่าดูแลแล้ว บางคนไม่ใช่ไปเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่อย่างเดียว แต่กลับไปดูลูกด้วย ลูกที่ต้องเรียนในชนบทอยู่กับตายาย ภายใต้กระแสแห่งโลกาภิวัฒน์ เด็ก ๒ - ๓ ขวบ กับผู้เฒ่า ๖๐ ขวบ ต่างกันมากมายเหลือเกิน มีอย่างเดียวที่เหมือนกันคือ ผู้เฒ่าผู้นั้นก็เลี้ยงเรามาแล้วรุ่นหนึ่ง แล้วต้องมาเลี้ยงผลผลิตของเราอีกรุ่นหนึ่ง การทิ้งลูกทิ้งพ่อแม่ เพื่อได้แลกกับคำว่า ได้มีงานทำ มีหน้ามีหน้า แล้วลูกล่ะใครเลี้ยงดูให้ นั่นคือข้อผิดพลาดแห่งความคิดในปัจุบัน (ครั้งแรกที่หลายๆคนทิ้งลูกไป) ต่อมาเมื่อลูกเติบใหญ่ก็ต้องส่งลูกเข้าเมืองเพื่อเรียน และหางานทำในเมือง   (การทิ้งครั้งที่สอง) ก็ลองดูครับว่าหนึ่งอายุไขของแต่ละคนกับคำว่าลูก คำว่าพ่อแม่ มีเวลาได้อยู่ด้วยกัน และได้ใช้คำว่าครอบครัวกี่วัน ผมจึงไม่มีความรู้สึกต่อการก้มกราบของหลายๆคน มันดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน สำหรับคุณหรืออีกหลายๆคน สายตาคู่นี้ของผมเห็นแต่ความหน่อยนิดเหลือเกินสำหรับสิ่งนั้น ในเมื่อที่คุณๆทำได้มากกว่านั้น
อีกสี่ปี ไทยก็ครบสัญญาอาเซียนแล้ว ประชาคมอาเซียน  การเปิดประตูประเทศ หมายให้เห็นโลก เห็นโอกาส มากขึ้น แต่ไม่ได้ดูเลยว่า ประตูประเทศเปิด อะไรจะเข้า อะไรจะออก ผมอ่านผ่านๆ ก็นึกเสียวแทนพี่น้องชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน เสียแล้ว ยิ่งชนชั้นแรงงาน และวิชาชีพ จะได้รู้จักคำว่า พ่อแก้วแม่แก้ว อย่างครบถ้วนกระบวนความกันเสียที สำหรับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมบล็อกนี้ ขอให้ท่านเสียสละเวลา ไปดูเรื่องประชาคมอาเซียนสักนิดน่ะครับ ดูให้เข้าใจน่ะครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากเราทิ้งแผ่นดินที่ทำกิน กลายไปเป็นคนทำงาน ด้วยแรงงาน โดยเฉพาะพวกวิชาชีพก็ต้องมีการสอบมาตรฐาน ต้องได้รับการรับรอง มันเป็นการคัดเลือกพันธุ์ของคนงานที่เขาต้องการ อีกสี่ปีเองครับทันกันหรือป่าว หากโรงงานเหล่านั้น จะเอาคนของเขามาทำงานแทนคุณ คุณจะเก่งอย่างไร ลองมีปัญหา กับ ลูกจ้างของเขาสักคน อนาคตที่คุณวาดไว้จบลงทันที แล้ววันนี้คุณยิ้มแย้มแจ่มใสกับรายได้ ของโรงงานต่างชาติ เจ้าของโรงงานก็คงยิ้มพิมใจที่เวลาก้าวเข้ามา ทุกทีทุกที
การรู้เท่าทัน คือ เกราะกำบังอย่างดี พร้อมหรือยังครับ ที่จะรู้เท่าทันกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในไม่กี่อึดใจเท่านั้นเอง วันนี้อยากให้แค่มองเห็น คิดได้ ว่า วันแห่งครอบครัวคุณมีความสุขอย่างไร อีกสี่ปีครับ เจ้าของโรงงาน เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ก็จะมีความสุขอย่างคุณ สุขอย่างคุณบนพื้นแผ่นดินไทย  สุขอย่างมั่นคงและยั่งยืน แล้วหากคุณไม่ได้เป็นที่ต้องการของเจ้าของทุนต่างชาติ ไม่ได้ทำงานในบริษัทฯที่คุณทำ  คุณจะยืนตรงไหนบนแผ่นดินไทย แผ่นดินของพ่อแม่ปู่ย่าตายายของคุณ  บางคนแลกที่ดินทำกินเป็นไร่ ๆ เพื่อแลกกับบ้านหลังเล็กๆ ในเมือง เพื่อได้มาของคำว่าผู้เจริญแห่งสังคมเมืองอันโก้หรู  สองพันห้าร้อยห้าสิบแปด จบข่าวชาวแรงงาน
มานั่งดูชาวเมืองผู้โก้หรูกันต่อไปการปลดพนักงาน ที่ไม่ได้มาตรฐานอาเซียน มันเกิดขึ้นแน่นอน ผู้มีวิชาชีพครับวันนี้ได้อ่านเรื่องการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพของอาเซียนแล้วยัง ลองไปดูกันเองน่ะครับผมภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง แต่มองจากอดีต สำหรับผู้ขายบ้าน ขายที่ดินทำกิน แล้วไปอยู่ในเมือง สุดท้ายก็ย้ายไปอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ลงท้ายว่าตายอย่างอนาถแทน
ในวันครอบครัวจึงไม่ต้องมีอะไรพิเศษ เพราะความพิเศษเกิดขึ้นทุกวัน เช่นนั่งเล่นเน็ตอยู่ ลูกสาวสามขวบเดินมาพร้อมมิเตอร์ที่วัดไฟ แล้วพูดว่า มิเตอร์ตั้งไว้ไม่เก็บ เอาเก็บมาให้แล้ว เวลาขับรถไปไหนก็จะบอก พ่อไฟแดงแล้วจอดก่อน พอไฟเขียวก็บอกว่าไฟเขียวแล้วไปได้  ลูกชายสี่เดือน เริ่มจับมือจับหน้าเรา ดึงผมเราฯลฯ ที่แทนวันสำคัญที่คนอื่นๆมีเวลาแค่ ๔ วันสำหรับคำว่าครอบครัว งานราชพิธีเสกสมรสเจ้าชายวิลเลียมกับ น.ส.เคท มิดเดิลตัน ทำให้โลกได้สัมผัสถึงความพอเพียงได้เป็นอย่างดี สื่อทั้งในละนอกก็พูดเป็นเสียงเดียวว่าเรียบง่ายสง่างามอย่างมาก  (ขอพูดแค่นี้น่ะครับเพราะเป็นเรื่องของราชวงศ์ แค่รับทราบก็พอแล้ว) กลับมาดูข้อข่าวอีกข้อในหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกัน เรื่อง ดอกส้มสีทอง เป็นเรื่องของครอบครัวมนุษยชาติ ที่มาฉายบนทีวีของไทย ตามไปหารายละเอียดมาดูว่ามันมีผลกระทบอย่างไรกับเด็กและเยาวชน สรุปก็สื่อในเรื่องเก่าๆเดิมๆ ชิงรักหักสวาท เลยทำการสำรวจเล็ก ๆ ในกลุ่มคนดู สรุปว่า เป็นเรื่องธรรมดาๆของละคร ในคนกลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มบอกว่าโดนใจดี อีกกลุ่มบอกว่าสะท้อนสังคม อีกกลุ่มบอกว่าเป็นเรื่องจริงในสังคมปัจจุบัน ผมไม่ได้ติดตามละครมานานแล้วเรื่องสุดท้ายที่ดูจำได้ว่าเรื่องแม่นาคพระนคร ที่ติ้ก(กัญญาลักษ์)เล่นกี่ปีแล้วไม่รู้ ในวันนี้โซเซียนเน็ตเวริด์ สังคมเครือข่ายโดยการสื่อสารมันเป็นอีกหนึ่งในสมาชิกครอบครัวของเรา แทนพ่อแม่ที่หาความรู้ เป็นปู่ยาย เมื่อจะหาเรื่องเก่าๆ เป็นเพื่อนที่คุยได้  ตอบสนองทุกคนในครอบครัวได้ ชีวาณูสงเคราะห์ อีกหนึ่งโจทย์ที่ต้องการเกราะป้องกัน ในยุคสังคมออนไลน์
 
                

เดือนแห่งครอบครัว เดือนของครอบครัว

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554

สึนามิ น้ำท่วม ยางพาราราคาลง ต่างกันอย่างไร ?

วันก่อนไปนั่งกินข้าวกับพี่เอก จู่ๆก็มีคนทะเลาะกันเรื่องราคา อาหารที่กินกันอยู่ ฟังไม่ได้ศัพท์ซักเท่าไร พี่เอกก็เดินออกไป ตกใจเหมือนกันกลัวแกไปห้ามหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่แกเคยเป็นมาในอดีต แต่แล้วก็เห็นแกไปที่รถก็เลยรีบกินๆ ให้หมดแล้วก็ออกตามมา นั่งไปซักพักก็ถามแกว่าเป็นอะไร แกก็บอกว่า


“พี่บอกตั้งกี่ครั้งแล้วว่า คนมันต้องกิน ต้องรู้จักทำกิน วันนี้ราคายางตก แต่ข้าวที่กิน สองคน ชื้อเผื่อที่บ้านรวมแล้ว ๔๐๐ กว่า มันเงินเกือบครึ่งพัน เป็นอย่างไร มันตอบโจกท์ได้หรือป่าว บอกกี่ครั้งแล้ว ราคายางวันหนึ่งอาจจะถึงกิโลละพันก็ได้ และอาจลดลงเหลือกิโลละสิบบาทก็ได้ มันมีสถิติแสดงให้เห็นอยู่แล้ว ทุกวันนี้มุ่งไปหาแต่เงิน เงินซึ่งหามาเพื่อได้กินได้ใช้ แต่ไม่รู้จักผลิตของกินของใช้ ทำไมไม่รู้จักเหลือจึงขายกันบ้าง ขายเพราะเหลือกิน ที่ทางมีกันตั้งเยอะ แต่ปล่อยว่างปล่าว มันเป็นที่ของกู กูคือผู้ถือกรรมสิทธิ์ วันหนึ่งเถอะ ไอ้คนที่ไม่มีที่ทำกิน ไม่มีกิน ก็จะไปเอาที่ของมึง มันไม่ได้ที่ ก็เอาชีวิตมึง ชีวิตที่มึงมีกิน ชีวิตที่มึงกินอยู่อย่างสบายท่ามกลางคนไม่มีกิน หายนะตรงนี้มีให้เห็นกันมากแล้ว ในการเกิดวิกฤตต่างๆ การปล้น การแย่งชิง มันเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะไม่มีกิน ทำอยู่ทำกินมันหายไปไหนจากสังคมไทย คำว่า ให้รู้จักทำอยู่ทำกิน วันนี้ ก็หายไป การทำกิน กลายเป็นมีกินไปวันๆ ก็ไม่เป็นไร นาย.ก นาย.ข นาย.ค สื่ออีกชุดที่หายไปจากสื่อหลัก สื่อง่ายๆ ที่ดูแล้วเข้าใจ แต่หายไป สื่อที่ลูกเด็กเล็กแดงดูเข้าใจผู้ใหญ่นึกได้ มันหายไป เหมือนผู้ใหญ่ลีตอนประโยคสองดังนี้


สายันต์ตะวันร้อนฉี่ ผู้ใหญ่ลีขี่ม้าบักจ้อน


แดดฮ้อน ฮ้อน ใส่แว่นตาดำ


ผู้ใหญ่ลีกลัวฝนจะตกพรำ


ผู้ใหญ่ลีกลัวฝนจะตกพรำ


ถอดแว่นตาดำ ฟ้าแจ้งจางปาง


ฟ้าแจ้งจางปาง ฟ้าแจ้งจางปาง


พ.ศ. สองพันห้าร้อยสี่ เป็นปีแรกที่ไทยใช้แผนพัฒนาประเทศ แล้วผ่านมากี่สิบปี จนปี พ.ส. สองพันห้าร้อยห้าสิบสี่ มันเกิดอะไรขึ้นบางกับประเทศไทยแห่งนี้ ประเทศที่ สหประชาชาติมอบรางวัล"พระมหากษัตริย์นักพัฒนา" แก่ในหลวงของเรา ปีนี้เป็นปีมหามงคลน่ะ แต่คงจะไปเริ่มเอาก่อนวันที่ ห้าธันวาคม ๒๕๕๔ เหมือนที่ทำกันมา การนำพระฉายาลักษ์ ไปประดิษสถานอยู่บนเสาไฟฟ้า ก็คงจะเห็นกันอยู่ในความจงรักษ์ภักดิ์ดี และเทิดทูนไว้ซึ่งพระเกียรติยศ แห่งพระมหากษัตริย์ไทย มันสมควรแล้วหรือ สถานที่ราชการในบ้างแห่งธงชาติขาดหวิดก็ไม่เปลี่ยน จะเหลืออะไรเป็นสัญลักษ์ในความป็นไทย ผู้ซึ่งคงไว้ในคำว่าเอกราชของชนชาติไทย เรารักในหลวงกันจริงๆหรือป่าว หลายครั้งหลายคราวน่ะที่มีการพาดพิงถึงสถาบันหลักของชาติ ทั้งสามสถาบัน ผมเอง ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ไม่อยากจะก้าวล่วงทั้งสามสถาบัน ที่ต่ำที่สูงมันมี มีหลายคนเรียกร้องถึงความเสมอภาค แต่เสมอทั้งหมดไม่ได้ต้องรู้ที่ต่ำที่สูง ต้องรู้จักเด็ก รู้จักผู้ใหญ่ วันนี้หลายๆคนกำลังเล่นอยู่กับค่าของเงิน มีเงินเรียกน้องมีทองเรียกพี่ การนำเงินมาตีค่าของความเป็นคน คนรวยเป็นคนที่มีคุณค่า นั้นหรือความถูกต้องในปัจจุบันนี้


ราคายางจาก ๑๘๐ บาท เหลือ ๖๐ บาท หนึ่งในสาม ที่หายไป ๑๒๐ มันคือค่าอะไรกันแน่ สรุปมูลค่าของยางพารามันอยู่ที่กิโลละเท่าไร ถ้าจะสรุปอย่างนี้ได้ไหมว่า กลไกทางตลาดมากกว่าที่เป็นราคาจริงของยางพารา มูลค่าของยางพาราจึงไม่มี อีกไม่นานรัฐบาลก็คงต้องออกมาตราการอุ้มราคาอีก ต้องอุ้มไม่อุ้มชาวสวนยางตาย อุ้มเหมือนเตี้ยอุ้มค่อม ไม่ได้เน้นชี้ทางออกบอกทางแก้หรือเตือนภัยต่างๆให้ชาวสวนได้รับทราบเลย การส่งเสริมแบบจริงๆ จังๆไม่เคยปรากฏ จะทำกันที่ก็จัดสัมนา จัดประชุม แทนที่จะดูรอบข้าง ดูในชุมชน ดูในกลุ่มชาวสวนยางที่เค้าทำกันมานานแล้ว ผมเห็นมีอยู่ดาดเดื่อนในชุมชนที่นาหม่อมแห่งนี้ ชาวสวนยางพาราที่ไม่ยอมอดตายเพราะไม่มีเงินซื้อข้าวปลาอาหาร แม้เขาเหล่านั้นจะไม่เป็นที่รู้จักแก่คนภายนอก ต่างเขาเหล่านั้นรู้เท่าทันถึงภัยพิบัติต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาลูกแล้วลูกเล่า ในวาระมหามงคลปี ๒๕๔๒ ในหลวงทรงให้แนวทางในการแก้ไขปัญหาประเทศชาติ ตลอดจนทุกองค์กรสามารภนำไปประยุกต์ใช้ได้นั้นคือพระราชนิพนธ์ มหาชนก ซึ่งผมคิดว่าผู้นำประเทศ ตลอดจนผู้นำองค์กรต่างๆ ได้อ่านกันมาบ้างแล้ว ๑๒ปี ผ่านไป ถ้าหลายๆองค์กรนำใส่เกล้าและปฏิบัติตามแนวทางของการฟื้นฟูต้นมะม่วงแล้วก็ ภัยพิบัติต่างๆคงจะลดเบาบางลงไป โดยเฉพาะปัญหาเรื่องข้าวยากหมากแพง วันนี้ศูนย์การเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ขับรถไปทางไหนก็เห็นกันเยอะ แต่พอลงไปกับไม่มีอะไรที่มีชีวิตอยู่เลย นอกจากแผ่นป้ายไวนิลต่างๆ ที่ติดไว้เต็มไปหมด แล้วมันต่างอะไรกับการส่งลูกไปเรียนในวันเสาร์ อาทิตย์ ในโรงเรียนที่ไม่มีใครอยู่เลย


จากการนำหน้าที่ผู้ประสานงานและวิทยากร ตลอดจนนำวิถีง่ายๆ เริ่มจากลดรายจ่ายเช่น ทำน้ำยาเอนกประสงค์ ทำปุ๋ยเอง เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด การปรับสถาพดินอย่างง่ายๆ เช่นการห่มดิน และต่อยอดการเผาถ่านกะลา จากถ่านกะลา สู่ถ่านคาบอนด์ แต่ไม่ถึงกับถ่านกัมมันต์ แค่นี้มันพอที่จะมีกิน แม้ไม่ต้องตัดยาง ยังไม่รวมการบริการต่างๆ เช่น ตัดหญ้า ซ่อมคอมพิวเตอร์ งานเครื่องเสียง งานเดินสายไฟ การวางระบบเน็ตเวิร์คต่างๆ ซึ่งก็มีมาเรื่อยๆ ที่เรื่อยๆเพราะถูก บริการแบบ งานบุญงานฟรีเยอะจังงานได้ตังส์ไม่ค่อยมี แต่ก็มีความสุขที่ได้ทำ สุขที่ได้ให้คนอื่นๆ แต่ก็พอประมาณได้จากบัญชีครัวเรือน ว่าในแต่ละเดือนควรจะมีการรับจ่ายเท่าไร


กะว่าจะเข้าไปเรื่องวัดแล้วน่ะ แต่เห็นสภาพแบบนี้แล้ว ยังก่อน จัดระเบียบบ้านใหม่ก่อน บ้านที่พร้อมจะรับใช้สังคม บ้านที่พร้อมจะเป็นแนวทางให้แก่เพื่อนบ้านกันเอง ที่ยังวิตกกับราคายางพารา วันนี้มีหลายบ้านครับ ที่พร้อมเป็นแบบอย่างของการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ใช้จริงในวิถีแห่งการทำอยู่ ทำกิน ทำมานานแล้ว เลยไม่ต้องวิตกว่าราคายางพาราจะเป็นอย่างไร ปีก่อนกล้ายางกระโดดไปอยู่ที่ต้นละ ๕๕ บาท จากต้นละไม่ถึงสิบบาท หากราคายางเหลือสุทธิที่กิโลละ ๕๐ บาท ตลอดไป เจ้าของสวนยางพารารายใหม่ ที่ปลูกได้สัก ๑ ถึง ๒ ปี อย่าเอามือก้ายหน้าผากเลย เอาอย่างอื่นๆที่ต่ำกว่านั้นน่าจะสมควรกว่า


วิกฤตการปลูกพืชเชิงเดียวทำให้เกษตรกรล้มหายตายจาก หมดที่หมดทางมาไม่รู้กี่หลายต่อกี่หลายแล้ว ตัวอย่างก็มีให้เห็น วันนี้จึงอยากจะเชิญชวนครับ เริ่มจากทำให้ตนเอง พออยู่ พอกินก่อน แล้วอย่างอื่นๆ จะตามมาเอง คุณไม่สามารถคิดอะไรได้หรอกในขณะที่คุณเองยังไม่รู้ว่าวันนี้ พรุ่งนี้ จะกินอะไร เพราะไม่มีเงินไปซื้อกิน เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาซิของจริง มันใกล้เข้ามาแล้ว


ราคายางลงไปที่ ๖๐ – ๙๐ บาท อาทิตย์หนึ่ง ความวิตกกังวนเกิดขึ้นไปทุกครัวเรือน พวกรถป้ายแดงันนี้คิดหนักหน่อย วันก่อนได้ข่าวเขาจัดไปสัมนากันที่ไหนไม่ทราบเหมือนกัน แต่เพราะกลับมาก็เห็นรถบันทุกปาล์มเข้ามา จากประสบการณ์ก็รู้ทันทีว่าเกิดการเพาะเห็ดในร่องยางแน่นอน กะจะตามไปช่วยดูในเรื่องที่ทางในการวางให้เหมาะสมกับทำเลซะหน่อย แต่ก็เพราะประสบการณ์อีกนั้นล่ะที่ไม่ตามเข้าไป เพราะเมื่อก่อนเห็นอะไรไม่ถูกไม่ต้อง ก็ชอบทักคนอื่นๆ เสมอๆ ทักเพื่อให้เกิดการหยุดคิด และแนะนำในสิ่งที่เรามีความรู้เพียงพอที่จะให้คนอื่น แต่คำตอบที่ได้บ่อยๆคือ “รู้แล้วไม่ต้องบอก” สุดท้ายฝนที่ตกลงมา ก็ลงไปในร่องที่เพาะเห็ดอย่างเดียวร่องอื่นไม่ลง ลงไปในร่องที่ต่ำกว่าร่องอื่น ร่องที่เป็นทางน้ำผ่าน ร่องที่คนทำเห็นว่าสวยที่ดูชุ่มชื้นกว่าร่องอื่นๆ ร่องที่เต็มไปด้วยความรู้ของผู้ทำ เราจึงได้แต่นั่งมองถ้าวันนั่นตามเข้าไป เพียงแค่ทักว่า “ให้รู้ฟ้ารู้ดิน รู้จักที่ต่ำที่สูง” ความสูญเสียก็อาจจะทุเลาเบาบางลงไปได้

       ผมเองฝนตกก็ตัดยางไม่ได้เหมือนคนอื่นๆ เขานั่นล่ะครับ ที่จริงเดือนนี้จะต้องไปร่วมงาน มหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดิน แต่ก็ต้องทำหน้าที่ที่ต้องอยู่กับบ้าน หน้าที่ในฐานะวิทยากรก็ต้องทำ อาจารย์ยักษ์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ย้ำเตือนเสมอว่า “วิทยากรเองก็เหมือนกัน ต้องทำให้ตัวเองมีกินก่อน แม้ตัวเองยังไม่มีกิน มึงจะไปช่วยคนอื่นให้มีกินอย่างหวัง” แม้ผมเองไม่ได้ไปช่วยในงาน แต่ผมก็นำเอาความรู้ที่ได้จากเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ มาทำจริงอยู่กับบ้าน หากการแสดงมุทิตาจิต ด้วยการนำเอาคำสอน ของครูบาอาจารย์ มาทำในชีวิตจริงแล้ว การทำสัมมาชีพ สัมมาอาชีวะ การแปลงจากการอบรมมาสู่วิถีแห่งชีวิตจริง คิดว่าหากอ.ยักษ์ ผู้ใหญ่สมศักดิ์ หลวงพ่อสุวรรณ และทุกๆท่านในเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ก็คงจะไม่ตำหนิอะไรผมน่ะ และผมได้บอกตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า ผมมีเวลาให้กับเครือข่ายสองปี เพราะผมเห็นอนาคตผมตั้งแต่วันแรกที่จบการอบรม จากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ สองสลึง การเดินทางของชีวิตในเส้นทางสุดท้าย “เดินตามรอยผู้ที่เดินตามรอยพ่อ” เดินบนสายทางที่มั่นคง ยั่งยืน เดินเพื่อนำทางให้ลูกน้อยทั้งสองคน ได้เดินบนทางที่มีภูมิคุ้มกันแก่ตนเอง


สุดท้าย สึนามิ น้ำท่วม ยางพาราราคาลง ผมก็ได้รับผลกระทบเหมือนคนอื่นๆ เขานั้นล่ะครับ ไม่มีใครเก่งกาจ หรือ เอาชนะธรรมชาติได้ การจัดการที่ดีคือการรู้จักอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ การประยุกต์ใช้วิชาให้เหมาะสมแก่ เวลา และสถานะการณ์ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยประสบการณ์ของแต่ละคน แม้ผมเองตั้งเตาในทำเลที่ดีที่สุดในบ้านแล้ว แต่พายุฝนก็ทำให้ต้องคิดกันต่อไป ตัดยางไม่ได้เผาถ่านอยู่ ฝนตกน้ำท่วมหน้าเตาจะทำอย่างไรในเหตุปัจุบันทันด่วน ใช่แล้ว คลองใส้ไก่แห่งผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ น่าจะทำให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้












การขุดคลองเล็ก ๆ เพื่อระบายน้ำออกจากหน้าเตาเอาดินที่ขุดไปกั่นทางน้ำที่จะไหลเข้ามา ก็ประคับประคองให้การเผาถ่านผ่านไปด้วยดี คงเป็นอีกวันที่ผลิตถ่านไปขายได้ และหากฝนยังตกมากกว่านี้สักสี่ห้าวัน อาทิตย์นี้ก็จะมีโทรศัพท์เข้ามาสั่งถ่านอีกเยอะ เหมือนคราวก่อนๆ ที่ผ่านมา ที่เยอะเพราะว่า ถ่านมีคุณภาพดี ราคาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เพราะถ่านกะลา ที่นาหม่อม เป็นถ่านกะลา ที่เรียกว่า วิทยาทาน

ปล.ผู้หลักผู้ใหญ่โทรมาว่าเขียนผิดเยอะข้ออ้างอิงไม่สมบูรณ์ ก็เลยเพิ่มเติมนิดหน่อยครับ


วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

"บวร" กลับสู่ชุมชนที่นาหม่อม


เดือนนี้มีวันสำคัญๆสำหรับตัวเองมากเป็นพิเศษ เช่น ครบรอบวันเกิด วันครบรอบแต่งงาน และยังมีวันมาฆะบูชา วันวาเลนไทม์ ครบรอบวันเกิดของคุณพ่อพี่เอก ฯลฯ ในกิจกรรมที่เกี่ยวกับวัดการทำบุญต่างๆ ถามพี่เอกในหลายๆเรื่องเกี่ยวกับวันสำคัญๆที่ดูแกไม่ค่อยจะใส่ใจนัก แล้วก็ได้ยินประโยคที่จะกล่าวต่อไปนี้


พี่เอก “ทุกวันนี้คนเรารู้จักแต่หาความรักให้กับตัวเอง ไม่เคยมีให้ผู้อื่นเลย อย่าพูดว่ารักเลย แค่คำว่าชอบ ชื่นชอบ ชื่นชม ให้คนอื่นๆ ยังไม่มีให้กันเลย คิดอย่างเดียวว่าอยากจะได้ แต่ไม่รู้จักให้คนอื่น เวลาของหาย รถหาย ถูกปล้น ถูกขโมย ลูกหลานติดยา ก็โทษสังคม โทษเจ้าหน้าที่ โทษชะตาชีวิต โทษฟ้า โทษดิน เวรกำเวรกรรม ทำไมไม่ยืนนิ่งๆ ทำใจสงบๆ แล้วมองดูผู้อื่นบ้าง ลองคิดดูซิว่าในสายตาเห็นใครเขาทำดีกันบ้าง ให้ใช้สายตามอง ใช้ความรู้สึกเป็นตัวตัดสินน่ะครับ อย่าใช้ความคิด แค่สายตาเห็นสิ่งที่เค้าทำแล้วตัวเองมีความรู้สึกยินดีกับสิ่งที่เขาทำ สังคมในปัจจุบันก็เป็นสังคมเดิมๆ แต่ผู้อยู่ในสังคมต่างหากที่เป็นคนคนเปลี่ยนไป เปลี่ยนเพราะใช้ความคิด คิดเอาแต่ได้ คิดเห็นแกตัว อยากได้อยากมี อยากรวย ไอ้อยากนี้แหล่ะมันสำคัญนัก นึกถึงคำสอนของอ.ยงยุทธ เสมอมิตร ผู้อำนวยการฝึกอบรมแห่งศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ตำบลสองสลึง ให้ประโยคที่ว่า “อยากอย่ากิน หิวจึงกิน” ให้รู้ตัวเองตลอดว่าเราจะทำอะไรอย่าใช้ความอยากเป็นตัวตัดสินว่าต้องกิน ต้องใช้ ให้รู้ ให้คิด ว่าต้องจำเป็นจึงจะกินจะใช้


ไม่ว่าหรอกครับเรื่องกิเลสมีกันทุกคนผมก็มี ไม่มีใครตัดกิเลสได้หมด แต่ให้สำนึกสำเหนียงได้บ้างว่านั้นมันคือกิเลส บางครั้งใช้ความคิดอย่างเดียวไม่พอต้องใช้จิตรพินิจพิเคราะห์ด้วย หรือถ้าจะให้แม่นยำลองคิดด้วยจิตรใต้สำนึกมันจะดี สำนึกในตนเองต่อหน้าที่ของตนบนความเป็นคนที่เกิดบนแผ่นดินไทยแห่งนี้ ทุกวันเราพบเราเห็นเหตุการณ์หลายๆอย่างในสังคมปัจจุบัน หลายคนที่เห็นแก่ตัวมันมี แต่หลายๆคนที่ทำดีก็มี มันมีทั้งดีทั้งร้าย ผมมีเวลากับสังคมในหนึ่งวันประมาณ ๑๐ ชั่วโมง เห็นคนต่างๆ เป็นร้อยคนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก คนเหล่านั้นล่ะครับที่ประกอบกิจกรรมที่เรียกว่ามันเป็นสังคม การอยู่รวมกัน


บวร บ้าน วัด โรงเรียน มีนักปราชญ์ นักวิชาการ นักคิด นักเขียน นักพูด กล่าวถึงเสมอในสังคมอารยะ ว่าเราต้องสร้างขึ้นมาให้ได้ ประสาทบ้า พูดออกมาได้อย่างไรว่าต้องสร้างสังคมอารยะ สังคมทุกวันนี้มันก็อารยะอยู่แล้ว สังคมไทย คนไทย มีความอารยะที่สุดอยู่แล้ว น้ำใจไมตรี มีชาติไหนชนะคนไทย การรู้จักบาปบุญคุณโทษ มันมีในสัญชาตญาณของคนที่เกิดเป็นคนไทยทุกคน แต่ทุกวันนี้คนไทยนี้หล่ะกำลังทำเป็นลืมมันไป ไม่มีสิ่งสวยงามให้คุณๆเห็นกันหรอกครับถ้าคุณไม่รู้จักลืมตามองคนอื่นๆในแง่ดี ถ้าคนโทษสังคมนี้เลวทราม ก็ให้รู้ใว้เถิดครับคนที่พูด คนที่คิดอย่างนั้น นั่นล่ะคือคนเลวทรามของสังคมทุกวันนี้


ปัญหาปากท้องข้าวของแพง เกิดขึ้นที่ไรก็เห็นการเอาเปรียบกันมากขึ้น แค่น้ำมันพืชขาดแคลน กะทิ ไข่ หมูเห็ดเป็ดไก่แพง ก็จะเป็นจะตายกันขึ้นมาให้ได้ ความขาดแคลนบนแผ่นดินที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ใครล่ะใครเป็นคนทำ แล้วใครล่ะใครเป็นคนรับกรรม ที่นาข้าวก็เปลี่ยนเป็นสวนยาง สวนปาล์ม ที่เลี้ยงปลาชายทะเลก็เป็นโรงงาน เป็นรีสอร์ท การละเมิดต่อธรรมชาติเป็นการเนรคุณต่อแผ่นดินนี้ที่สุด


วันนี้ต้องขอโทษผู้อ่านผู้ติดตามทุกท่านครับ ผมเองก็โดนผู้อื่นละเมิดอยู่เสมอ


ผมเองไม่ใช่คนดีอะไรมากมายหรอกครับ แค่ผมชอบช่วยเหลือคนอื่นๆที่เดือนร้อนเสมอๆ เรื่องที่ทำมากที่สุดก็เวลาเห็นรถมอเตอร์ไซค์เสียผมก็ให้เขายกใส่รถผมไปซ่อมหรือไปเติมน้ำมันเสมอๆ รถเสียบนถนนก็จอดลงไปเข็นให้เข้าที่เข้าทางตลอด ใครโบกรถก็จอดรับ เห็นพระก็พาไปส่ง แม้บ้างครั้งจะต้องไปคนล่ะเส้นทางก็ตาม (แต่ไม่มากเกินน่ะครับเช่นจะไปต่างจังหวัดหรือต่างอำเภอ อันนี้ก็ต้องนิมนต์น่ะครับ) มีวันหนึ่งเที่ยงคืนแล้วมีกลุ่มวัยรุ่นโบกรถ ๓-๔ คน ผมก็จอดรับ แล้วให้นั่งหน้าคนหนึ่งนั่งในกะบะหลัง ๓ คน(สำหรับรถเก่งไม่น่ะนำให้จอดรับน่ะครับ สำหรับรถกะบะก็บอกไปเลยว่าให้นั่งหน้าคนเดียวหรือให้นั้งหลังหมดก็ได้ ) คนที่นั่งหน้าเค้าพูดว่าโบกตั้งนานไม่มีใครจอดรับสงสัยกลัวมั้ง แล้วพี่ไม่กลัวเหรอ ผมเลยตอบกลับไปว่า แล้วเอ็งคิดว่าข้าทำงานอะไร ว่าแล้วเขาก็นั่งเงียบจนถึงจุดหมายปลายทาง


ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ไม่ได้ลืมวันสำคัญในครอบครัวของใครทั้งนั้น แต่ผ่านชีวิตมา๓๘ ปีแล้ว ผ่านสิบแปดฝนสิบแปดหนาวกว่าสองรอบแล้ว เลยเฉยๆ บวชเรียนมาแล้ว(ผมบวชแล้วเรียน ไม่ใช่บวชเฉยๆ)แม้นานๆจะเข้าวัด แต่ฟังธรรมทุกวัน ฟังแล้วพิจารณาตามทุกครั้งความอิ่มใจอิ่มบุญเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวันสำหรับตัวผมเอง


กลับเข้าเรื่องเสียทีครับ ในเดือนนี้มีข่าวตามกระแสสังคมหลายเรื่องทั้งในประเทศและนอกประเทศ แต่ผมเจาะในเรื่องเดียวครับคือชุมชน นาหม่อมมีคนที่เป็นผู้มีอารยะมากมายในภาวะของข้าวอยากหมากแพง ไม่กระเทือนผมแม้แต่น้อยน้ำมันรถลิตรละ ๓๐ บาท ผมผลิตถ่านกิโลละ ๑๕ บาท ใช้แค่ ๒ กิโลก็ได้น้ำมันลิตรหนึ่งแล้ว จึงมีเงินเหลือที่จะกินอาหารตามร้านต่างๆได้ เช่น ผัดไท ก๊วยเตี๋ยว ราดหน้า ฯลฯ ที่เป็นอาหารรองที่ใจอยากจะกินในบ้างโอกาส กินแทนข้าวในบางมื้อไม่ใช่กินเล่น กินเล่นไม่ได้ อ.ยุทธดุเอาอีก ไอสติม ไม่ต้องกิน หากร้อนก็อาบน้ำ เย็นกว่าอีก แกชอบว่าบ่อยๆ วันก่อนแวะไปร้านหนึ่งก็เคยๆกินกันมา ๒๕ ๓๐ แต่พอของแพงราคาจาก ๒๕ ๓๐ เป็น ๔๐ ๔๕ กับก๊วยเตี๋ยวชามหนึ่ง บวกค่าน้ำแข็ง ๒ บาท น้ำขวดละ๑๐ บาท (๔๕๐ ซีซี) ไม่ถึงครึ่งลิตร หรือเท่ากับ แก้วครึ่ง เบ็ดเสร็จ ๖๐ บาท ลาก่อนกับร้านนี้ พอกันที ไปร้านอื่นๆดีกว่า จนผมเจอะอีกหลายร้านค้าใน อ.นาหม่อม ที่ทำอาหารได้อร่อย สะอาด ราคาไม่แพง บริการดี กินน้ำฟรี บ้างทีมีผลไม้แถม ก็รองแวะเข้ามาอุดหนุนกันครับ ร้านที่สัญญาใจกันว่า อาหารจะยังอยู่ที่ ๓๐ ๓๕ บาท น้ำแข็ง น้ำกินฟรี




ร้านซุ้มใบแหรง ก่อนถึงสี่แยกนาหม่อมประมาณ ๒๐ เมตรครับ อาหารอร่อยน่ากินทุกเมนูเลยครับ บรรยากาศกันเองดีมากครับเหมือนไปกินข้าวบ้านญาติเลย

ร้านป้าพร ราดหน้าอร่อยครับ สี่แยกนาหม่อมเลียวซ้ายเข้าวัดนาหม่อม หากจากสี่แยก ๕๐ เมตรเองครับ อยู่ขวามือ เห็นทำหน้าดุๆ แต่ใจดีครับ มีลูกสาวด้วยวันที่ไปถ่ายรูปนี้มา แกก็บอกจะให้ลูกสาวถ่ายแทน เอาเป็นว่าแวะไปชิมให้กำลังใจกันด้วยครับ

ร้านป้าลัดดาร้านค้าของชำ สี่แยกนาหม่อมเลยครับ ผู้จำหน่ายถ่านกะลาอย่างเป็นทางการ มีสินค้าบ้านๆ ให้เลยมากมายเลยครับ

ไข่พะโล้มินิมาร์ท บ้านชายนา พี่วรช่วงนี้ไปเรียนคอมพิวเตอร์อยู่ไม่นานก็จะมีร้านซ่อมคอมแล้วครับ

ร้านพี่รูณ กะทิสด ครับพี่ชายพี่สาวที่ใจดีอีกคู่หนึ่งครับ ที่ให้กะลามาฟรีๆ บางทีผมก็เอาน้ำยาล้างจานไปแลกบาง นั้งคุยนั้งดืมกันบ้างตามมิตรภาพที่ดีครับ จากสี่แยกนาหม่อมทางเข้าวัด ประมาณ ๒๐๐ เมตร กะทิร้านนี้ยังมีราคาที่ หกสิบบาทครับ
ลุงฉ้าย ผู้เก่าแกอีกท่านหนึ่งครับ สำหรับคนนี้ไม่ต้องแนะนำแกมาก คนรู้จักทั้งอำเภอ ผมไปหาแกถามชื้อกะลา แกบอกว่า "เอาไปเถิด มาขนเอง เอาไปทำมาหากิน ลุงชอบ ถ้ารู้จักทำมาหากินก็ไม่อด บ้างทีเป็นเถ้าแกได้เลย เอาไปเถิด" ก็ต้องกราบขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ครับ




ล็อต นพพล เถ้าแก่โรงไม้ผู้สนับสนุนหัวไม้ ขี้กบ ขี้เลื้อย อย่างเป็นทางการ  จริงๆแล้วเป็นเพื่อนเรียนห้องเดียวกัน เราเรียนช่างไฟ แต่จบออกมาก็มีแค่วิชาที่ติดตัวมา ไม่ได้ใช้วิชาในการประกอบอาชีพโดยตรง
อีกคนหนึ่งครับที่มีใจสาธารณะ มีงานบุญที่วัดบางครั้งเพื่อนคนนี้ก็มีส่วนช่วยในการบุญต่างๆ ไม่น้อยเลยที่เดียว คิดถึงเรื่องไม้ คิดถึงไม้มุกครับ ติดต่อได้ที 074 382674 086 7480106

ครับผู้ติดตามและผู้แวะมาเยี่ยมชมบล๊อกนี้ วันนี้การกลับสู่งสังคมบวรได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ในโอกาสนี้ผมยกให้เห็น ๑ในบวรก่อนก็คือ บ้าน บ้านที่มีคนดีๆ คนผู้เป็นอารยะ จะนำสังคมนี้ให้น่าอยู่ ในสังคมมันมีสิ่งต่างๆมากมาย อยู่ที่เราเลือกจะเดินไปในทางไหน วันนี้เราต้องจัดคนที่ดีเป็นผู้นำในบ้าน นำกันเอง นำเอาสิ่งดีสิ่งสวยงามที่เรียกง่ายๆว่าน้ำใจ ออกมาเผยแพร่กัน การทำให้คนดีเป็นที่รู้จัก ต่อไปจะมีแบบอย่างดีๆ ออกมามากมายเองวันนี้ถ้าทุกบ้านแข็งแรง มันจะนำไปสู่วัด คือการทำบุญร่วมกัน แล้วเดือนหน้าผมจะนำเรื่องวัดมาให้ทราบกันต่อไป สุดท้ายวันที่ไปทำบุญตักบาตรวันคล้ายวันเกิดคุณพ่อ ได้แวะไปซื้อแตงโม มีรถขายน้ำอ้อยน้ำมะพร้าวที่ถนนติณสูลานนท์เลียบชายทะเล พี่สาวไปซื้อแตงโม ผมก็บอกว่าเอาน้ำอ้อยให้ถุงหนึ่งด้วย (ร้านน้ำอ้อยกับขายแตงโมคนละร้านกัน) ผมก็เดินไปเอาน้ำอ้อยแล้วกลับมาที่รถพี่สาวมาก็ขับออกไปเลย ไปสักประมาณ ครึ่งกิโลได้แล้วผมก็ถามพี่สาวว่าน้ำอ้อยถุงเท่าไร พี่สาวผมตอบว่า ไม่รู้ ฮ้าวแกยังไม่จ่ายเงินทีเหรอ แกขับรถกลับไปเลยกลับไปจ่ายตังส์เขาก่อน ทุเรศจริงๆ ฉันก็นึกว่าแกจ่ายแล้ว แล้วเราก็ขับรถกลับไปจ่ายตังส์ พี่สาวกลับขึ้นรถมาพร้อมน้ำอ้อยอีก สองถุง ผมก็ถามพี่สาวว่า ทำไมเขาไม่เรียกตอนขึ้นรถ รถออกก็ช้า เรียกก็คงได้ยิน พี่สาวบอกว่า เค้าบอกว่าไม่เรียกเพราะเกรงใจ เห็นรถคันใหญ่โตดูแล้วก็คิดว่าคงลืม ไม่เป็นไร เพื่อคิดได้วันหลังคงเอามาให้เอง ครับอีกหนึ่งในสังคมอารยะ  พ่อค้าแม่ขาย ที่ดี ผู้ทียอมขาดทุน ไม่ใช่หน้าเลือด เหมือนหลายๆร้านที่ ขายน้ำเวลาไปกินข้าวที่ร้านแล้วต้องควักตังส์จ่ายค่าน้ำเปล่าอีก ก็ขอบคุณพี่ทั้งสองครับที่ทำให้สังคมนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น แวะไปเยี่ยม แวะอุดหนุนกันได้ครับ ถนนเลียบทะเลชายไปโรงพยาบาลสงขลาครับ ห่างจากสถานีขนส่งสงขลา ประมาณ ๓๐๐ เมตรครับดูรถ ดูหน้าดูตากันเองน่ะครับ หรือจะถามชื่อก็ได้ พี่ผู้หญิงแกชื่ออมรครับ

สวัสดี

วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

ชุมชนเข้มแข็ง ก้าวที่สองของชุมชน

วันก่อนพี่เอกเผาถ่านอยู่แล้วเดินมาบอกว่าพรุ่งนี้มีคนมาดูงานที่บ้านเรา ก็เลยถามกลับไปว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง แกบอกว่าไม่ต้อง (อายๆเหมือนกันบ้านก็ไม่ได้จัดอะไรให้เป็นระเบียบเรียบร้อยสักเท่าไร) พี่เอกเลยพูดให้ฟังว่า
“ไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติมอะไรหรือทำอะไรให้เป็นพิเศษ เค้ามากันบ่ายแสดงว่ากินข้าวมาเรียบร้อยแล้ว เตรียมน้ำเตรียมท่าให้ดีแล้วกัน เค้ามาดูวิถีชีวิต วิถีชุมชน มาดูแนวการทำเศรษฐกิจพอเพียง เดินทางมาก็ไม่น้อยกว่าพี่พงศา ชูแนม ถึงแม้จะเสื้อคนละตัวแต่อยู่ในขบวนเดียวกัน และกระดุมที่ติดตอนใส่เสื้อก็ใส่เม็ดแรกถูกเหมือนกัน เห็นคณะนิสิตนักศึกษาจากราชภัฎสงขลามาดูงาน ก็ดีใจที่ผู้กำลังจะมีปริญา ซึ่งเป็นผู้ กําหนดรู้, ความหยั่งรู้, ความรู้รอบ; ชั้นความรู้ขั้นมหาวิทยาลัยซึ่งประสาทให้แก่ผู้ที่สอบไล่ได้ตามที่กําหนดไว้ ได้เข้ามาดูวิถีแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความรู้ คู่คุณธรรม มีเหตุมีผล และเหมาะสมกับฐานะตนเอง ในหน้าที่ผู้ประสานงานและวิทยากร จึงได้นำพาไปดูวิถีของแต่ละครัวเรือนที่เป็นแกนนำของชุมชนในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยแบ่งเป็นขั้นแรกคือ การพออยู่ พอกิน พอใช้ ได้จากการรวมกลุ่มกันเลี้ยงไก่ไข่ ปลาดุก หากวันนั้นสิ่งของที่ได้รับจากปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง โครงการสมิหลาพอเพียง หากชุมชนเราใช้วิธีตัวใครตัวมันของใครของมัน วันนี้ก็จะไม่มีอะไรให้นิสิตนักศึกษาได้ดูกัน


การปลูกผักสวนครัวในแต่ละหลังคาเรือน แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงทางอาหาร ไม่ว่าจะเป็นมะนาว พริก กล้วย ชะอม มีผลไม้ เช่นมะม่วง มะพร้าว ส้มโอ เงาะ มะคุด ทุเรียน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือความมั่นคงทางอาหาร ในระดับครัวเรือน ต่อมาเป็นขั้นที่สองคือการผลิตเพื่อใช้ และจำหน่าย เช่น ขนมทองม้วน ขนมรังผึ้ง อาทิตย์หนึงรวมตัวกันผลิตสักครั้งนี้ก็ทำให้ขนมมีความสดใหม่เสมอ และจำหน่ายในชุมชนเอง มีรายได้พอเก็บใว้ในในกลุ่มเพื่อต่อยอดต่อไปได้ การผลิตถ่านกะลาจากเศษวัสดุในชุมชน ที่หลายๆ หลังคาเรือนเก็บกะลามาแลก เป็นถ่านกะลาบ้าง น้ำยาล้างจานบ้าง ให้มาฟรีๆ บาง มานั้งคุยนั้งดื่มกาแฟบ้าง การรวมกลุ่มทำน้ำยาเอนกประสงค์ เพื่อใช้ในครัวเรือนจนทุกวันนี้เหลือนำไปจำหน่ายได้แล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นจุดที่ทำให้ชุมชนเล็กๆ ของเราเข้มแข็งได้ เพราะเราให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง บ้านไหนชัดเรื่องไหนผู้สนใจจะดูเรื่องไหนก็ไปบ้านนั้น เพราะความเป็นจริงคือวิถีที่ตนเป็นอยู่ การสร้างภาพจึงไม่เกิดในชุมชนแห่งนี้ นึกถึงคำสอนของ อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ที่ว่าถ้ามีดีให้เอาดีออกอวด แต่อย่าทำตัวอวดดี ยิ่งมีวิชาปรับปรุงบำรุงดินจาก ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ เรื่องพืชผักก็ไม่ต้องพูดถึง สุดท้ายของคลั้งจากหลวงพ่อสุสวรรณ เวสโก แห่งวัดป่ายาง ในการขับเคลื่อนให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางอีกแล้ว งานนี้เลยไม่ต้องหนักใจ


จากราคายางพาราที่แกว่งอยู่ในขณะนี้ คงทำให้ชาวสวนยางคิดอะไรออกได้อีกมาก จาก ๑๔๕ บาท ลงมา ๑๒๐ บาท และจะเป็นอย่างไรในอนาคตไม่รู้ สำหรับผู้ที่วางมัดจำซื้อรถใหม่ ขวัญหนีดีฟ่อกันหลายคน ถ้าคืนสัญญาก็ถูกยึดค่ามัดจำ เสียไปป่าวๆ แต่ถ้าเอาขึ้นมา แล้วราคายางต่ำกว่า ๑๐๐ บาท งานนี้ขายสวนอย่างเดียวที่รอด จากคนตัดยาง ไปขับรถรับจ้างในอัตราน้ำมันที่ลิตรละ ๔๐ บาท แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว มันเป็นความไม่พอของตนเอง ปุ๋ยไม่ใส่ ใบผลัด ตัดไม่หยุด คงจะกลับมาอีกครั้ง ฝนก็หยุดตกแล้วฤดูร้อนกำลังจะมา ต้นยางเอ๋ย จะเอาน้ำยางมาจากไหน?
วิถีแห่งความพอเพียง มิใช่ให้เราตัดยาง แล้วใช้จ่ายอย่างพอเพียง
เราต้องมองให้เห็นความจริงว่า ราคายางนั้นเรากำหนดไม่ได้ แล้วจะเสี่ยงทำไม ในเมื่อที่ดินที่ปลูกยางก็สามารถปลูกอย่างอื่นแซมได้ ไม่ได้ตัดยางก็ยังมีรายได้อย่างอื่นๆ การลดรายจ่ายก็สำคัญ แค่น้ำยาล้างจานก็น่าจะลดได้ ๑๐๐ – ๒๐๐ บาทต่อเดือน
ขอขอบคุณผู้ที่เยี่ยมชมบล๊อกนี้ และขอบคุณไปถึงคณะต่างๆ ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่ แวะมาเยี่ยมชมทั้งในบล๊อก และแวะเข้ามาในชุมชนจริงๆของเรา

ชุมชนเข้มแข็ง ก้าวที่สองของชุมชน