ผมรักในหลวงที่สุดในโลก

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

โรงเรียนพ่อแม่ อีกหนึ่งบริการที่ดีของชุมชน

โรงเรียนพ่อแม่ 
คลินิกฝากครรภ์

ทำไมต้องมีโรงเรียนพ่อแม่
             เด็ก วัย 0-5 ปี อยู่ในระยะสำคัญของชีวิต เป็นวัยรากฐานของการพัฒนาความเจริญเติบโต ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา   โดยเฉพาะด้านสมอง ซึ่งเติบโตถึงร้อยละ 80 ของผู้ใหญ่ เป็นวัยที่มีความสำคัญเหมาะสมที่สุด ในการปูพื้นฐานเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกเหนือจากการอยู่รอดปลอดภัย โดยเฉพาะ 2 ปีแรกของชีวิตซึ่งเป็นระยะที่ร่างกายและสมองมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องได้รับการเลี้ยงดูที่ดีที่สุดทั้งด้านร่างกายและสมอง เพื่อส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน รวมทั้งการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาได้เต็มศักยภาพ หากเด็กในวัยนี้ได้รับการดูแลให้เกิดการพัฒนาทางด้านจิตใจ ความคิด และสติปัญญาอย่างถูกต้อง โดยมีครอบครัวเป็นหลักเหมาะสมกับวัยแล้ว เด็กจะเติบโตมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคม และประเทศชาติต่อไป
ความหมายของโรงเรียนพ่อแม่
            โรงเรียน พ่อแม่หมายถึง บริการท่จัดขึ้นสำหรับการให้ความรู้พ่อแม่ ดำเนินการในสถานที่จัดไว้ให้เป็นสัดส่วน อาจอยู่ในอาคารหรือนอกอาคารของสถานบริการสาธารณสุข มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการสอนพ่อแม่ สงบเงียบ ไม่มีบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเดินผ่านไปรบกวนให้ขาดสมาธิ แสงสว่างเพียงพอ มีบรรยากาศการให้ความรู้ที่เป็นกันเอง มีกระบวนการสอนที่ผู้รับอบรมมีส่วนร่วมที่มุ่งเน้นเพื่อให้พ่อแม่มีความรู้ เจตคติ และทักษะในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก โดยมีหลักสูตร สื่อ แผนการสอนที่ชัดเจนในทิศทางเดียวกัน เพื่อมุ่งหวังให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการสมวัยทั้งร่างกายและอารมณ์
แนวทางการสอนของโรงเรียนพ่อแม่    
            การสอนในโรงเรียนพ่อแม่มุ่งให้ความรู้แก่พ่อแม่ ใน 3 ระยะ
             1.ระยะแม่ตั้งครรภ์ การ ให้ความรู้แก่พ่อแม่อย่างน้อยสองครั้ง คือครั้งแรกที่มาฝากครรภ์ ในช่วงอายุครรภ์น้อยกว่า 28 สัปดาห์ และครั้งที่สอง เมื่ออายุครรภ์ 32 สัปดาห์ขึ้นไปหรือระยะใกล้คลอด
             2.ระยะหลังคลอด 1-3วัน การให้ความรู้ขณะที่แม่หลังคลอดยังพักฟื้นภายในโรงพยาบาล โดยนำพ่อเข้าร่วมรับความรู้ด้วย
             3.ระยะที่พ่อแม่นำเด็กมารับบริการที่คลินิคสุขภาพเด็กด ระยะเวลาที่ให้ความรู้
                  ครั้งที่1 ช่วงเด็กอายุ 2-4 เดือน
                  ครั้งที่ 2 ช่วงเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี
                  ครั้งที่ 3 ช่วงอายุ 1-2 ปี
                             ครั้งที่ 4 ช่วงอายุ 3 ปีขึ้นไป




โรงเรียนพ่อแม่ อีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่คนสังคมเมือง ต้องหันมามองสังคมชนบทในปัจจุบัน
ได้มีโอกาสเข้าร่วมหลักสูตรโรงเรียนพ่อแม่ของโรงพยาบาลอำเภอนาหม่อม เริ่มจากการตรวจครรภ์ ซึ่งตอนแรกก็ต้องแปลกใจที่ให้ไปตรวจเบื้องต้นที่อนามัยหมู่บ้าน ความรู้สึกไม่ดีก็เกิดขึ้นเพราะเข้าใจว่าอนามัยไม่มีความสามารถพอที่จะรองรับเรื่องการดูแลคนท้องได้ ในความรู้สึกว่าถ้าตั้งท้องแล้วจะต้องโรงพยาบาลประจำจังหวัดเท่านั้นที่จะดูแลเรื่องนี้ได้  และสุดท้ายเมื่อมาพบเจ้าหน้าที่ตั้งแต่อนามัยจนถึงโรงพยาบาลนาหม่อมก็ได้รับความประทับใจ เพราะเจ้าหน้าที่เขาอธิบายแนวทางในการดูแลผู้ตั้งท้องดีกว่าฝากพิเศษเสียอีก อย่างน้อยโครงการโรงเรียนพ่อแม่ คลินิกฝากครรภ์ ของกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน อาจจะเป็นเรื่องใหม่ที่จะต้องประชาสัมพันธ์กันอีกมาก เพราะความเชื่อเก่าๆที่คนเราจะมีลูกทั้งทีจะต้องไปฝากครรภ์กับโรงพยาบาลดีๆ ดังๆ หมอเก่งๆมีชื่อเสียง แต่ที่สัมผัสมา ก็เหมือนกับหลายๆท่าน คือไปฝากปุ๊มอัตตร้าซาวบั้บ ได้ฟิมล์มาเห็นรูปทารกตัวน้อยๆ พร้อมใบสั่งยาแล้วประโยคง่ายๆว่า “ลูกคุณแข็งแรงดีครับ แล้วเดือนหน้าก็มาตามนัดน่ะครับ สวัสดี”
แค่นี้ก็เป็นปลื้มสำหรับคนเป็นแม่แล้ว ตลอดระยะเวลาการฝากท้องก็ไม่ได้มีการให้ความรู้แบบรอบด้าน เพียงแต่มุ่งไปในด้านการดูแลเด็กในท้องและร่างกายแม่เพียงด้านเดียว เรียกว่าใช้สถิติการเจริญเติบโตของลูกในท้องมาเป็นเครื่องมือให้เกิดความน่าเชื่อถือมากกว่า ประกอบกับสถานที่สวยหรู เครื่องมือเครื่องใช้ทันสมัยยิ่งทำให้เกิดความมั่นใจเข้าไปอีก นั่นคือความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมเมืองในปัจจุบัน
            กลับมาสู่เรื่องโรงเรียนพ่อแม่ดีกว่า วันนี้ขอเป็นกระบอกเสียงอีกหนึ่งแรง และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน โรงพยาบาลนาหม่อม เริ่มจากพี่ รัชนี จันทร์รอด(ป้าดุ้ย) ผู้อธิบายและแนะนำให้รู้จักกับโรงเรียนพ่อแม่ พี่นวลรัตน์ นาคะเสณีย์ งานสุขภาพจิตของหญิงตั้งครรภ์ ที่ให้แนวคิดและแนวทางตลอดจนเป็นที่ปรึกษาสำหรับพ่อแม่มือใหม่ หรือมือเก่า ก็น่าจะไปฟังพี่เขาดูบ้าง เสียดายที่พี่เอกวางมือจากผู้ทำสื่อไปจับมีดกรีดยางเลยเตรียมอุปกรณ์ในการบันทึกไปไม่พร้อม ถ้าพร้อมมากกว่านี้คงมีสะเก็ดข่าวแน่ๆ ตอนปะทะคารมระหว่างพ่อที่ทั้งสูบบุหรี่และดื่มเหล้า มีลูกแล้วแต่ก็ไม่คิดจะเลิก ต่อมาพี่อัญชลี โพธิวัฒ มาสอนเรื่องการดูแลสุขภาพในช่องปากทั้งแม่และลูก สอนทั้งวิธีแปรงวิธีจับลูกทั้งแบบสองคนช่วยกัน หรือแบบคนเดียวก็ได้ก็นับว่านานแล้วที่ไม่ได้เห็นภาพแบบนี้ ต่อไปก็คือน้องณัฐิยา สุวรรณมณี มาสอนและสาธิตวิธีออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์ และพี่ประไพ สุวรรณสุนทร เรื่องการเตรียมตัวก่อนคลอดบุตร สุดท้ายสรุปงานโดยพี่ภัณฑิรา  โมสิกะ ผู้รับผิดชอบงานแม่และเด็กระดับอำเภอ ที่มาสังเกตการณ์และร่วมชี้แนะยกประเด็นในการพูดคุยในบรรยากาศเป็นกันเอง ต้องยอมรับว่าโครงการนี้ดีจริงๆ ดีจนต้องเชิญชวนไปยังคุณแม่ในสังคมเมือง ที่ต้องนั่งรอคิวเป็นครึ่งวันเพื่อการฝากท้องในโรงพยาบาลดีๆ ดังๆ แล้วไม่ได้รับการแนะนำตลอดจนการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร 
   สุดท้ายพี่เอกฝากบอกมาว่าเสียดายคุณพ่อที่ไม่ได้ไปร่วมรับการอบรม เพราะติดกับปัญหาของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือพนักงานบริษัท ลูกจ้างชั้นแรงงานที่ไม่สามารถลางานไปได้ มันมีเรื่องที่น่าสะเทือนใจมากกว่านี้อีกสำหรับคนทำงาน ที่ไม่ค่อยจะมีเวลา แม้บ้างครั้งการลางานเพื่อเคารพศพพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมาตลอดชีวิตแทบไม่มีเลยเพราะต้องทำงาน จึงขอฝากไปยังเจ้าหน้าที่ในภาครัฐที่มีอำนาจ จะเป็นไปได้ไหมที่ออกข้อกำหนดหรือให้สิทธิ ในการลาหยุดงานได้ซักครึ่งวันเพื่อมีเวลามารับรู้ข้อมูล แนวคิดแนวปฏิบัติเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัว มันนานมาแล้วน่ะสำหรับคำพูดที่ติดปากว่า ครอบครัวคือสถาบันแรกและเป็นสถาบันหลักที่จะทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคง  
ในทางปฏิบัติจริงแม้แค่เวลาเพียงครึ่งวันเพื่อให้ผู้ชายคนหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่ง และประชากรที่จะเกิดมาเป็นลูกหลานไทยในท้องอีกหนึ่ง อยู่ร่วมกันในนาม “ครอบครัว”
สวัสดี
               

วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ทำหน้าที่แม่และลูกได้ถ้าพอเพียง

วันนี้บอกได้เลยค่ะว่าได้อยู่ดูแลพ่อแม่ และลูกของตนเองได้
เรียนจบตอนนั้นก็มีงานทำเลย เลือกได้ว่าจะไปทีไหนทีแรกคิดว่าชีวิตรับราชการคงจะดีที่สุดให้ตอนนั้น แต่ก็เหมือนกับหลายๆคนที่เจอะปัญหาเดียวกันคือเรื่องเส้นสาย มันก็จริงในสังคมไทยที่นับว่าดีบางไม่ดีบางเพราะเป็นแบบสังคมอุปถัมถ์ ช่วยเหลือเกื้อกุลกัน เป็นญาติก็ต้องช่วยใว้ก่อนเอาหล่ะผ่านแล้วก็ผ่านไป จึงเปลี่ยนความคิดเป็นพนักงานบริษัทฯดีกว่าได้เงินเยอะดี ก็ทำไปทำไป ดีที่รู้จักเก็บเงินเป็นก็ไม่ลำบาก แต่งงานเลยลาออกไปช่วยแฟนที่บริษัทฯซึ่งเป็นของตนเอง ก็สบายดีดูโน่นดูนี่ไปเรื่อยๆ แต่พอแฟนเลิกกิจการแล้วบอกว่าจะกลับบ้านทำสวนทำไร่ดีกว่า (แฟนก็คือพี่เอก วิทยากรนั้นล่ะค่ะ)งงๆ กับแกเหมือนกันเพราะรู้จักกันมาแกก็เป็นผู้จัดการบริษัทฯมาตลอด บางบริษัทได้รับตำแหน่งถึงผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด จบไฟฟ้า เก่งคอมฯ ซ่อมรถเป็น ประปาแตกซ่อมได้ ก็โอเคดี แต่จะกลับบ้านไปทำสวนคิดไม่ออกในตอนนั้น
ตอนกลับมาใหม่ ๆ แฟนก็มาปรับสภาพดินบาง เผาถ่าน เอาน้ำส้มควันไม้บาง ทำปุ๋ยบาง ก็ดูๆ คิดๆ เหมือนกันว่าจะไหวหรือป่าว แต่อัศจรรย์ก็มีจริงสวนยางข้างบ้าน ที่เปอร์เซ็นต์น้ำยางอยู่ที่ไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ กว่า ๑๐ ปี พี่แกปรับขึ้นมา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ได้ จากคนที่ไม่เคยเรียนเกษตรมาก่อน คำพูดแรกๆ ที่แกพูดบ่อยคือ “ถ้าทำให้ดินดีแล้วปลูกอะไรก็ดีไปหมด” ต่อมา ต้นมะนาวที่ไม่เคยมีลูก ก็ออกดอกออกผลมาให้ได้กินจนเหลือขายแล้วในวันนี้ ยังไม่ร่วมถึง ต้นฝรั่ง ต้นพริก ต้นกล้วย ฯลฯ ที่ตาม ๆ กันมา จนวันหนึ่งแกก็ชวนให้ไปดูงานที่แกทำที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ตำบลสองสลึง อ.แกลง จ.ระยอง
ไปกันวันแรกแกก็จะกางเต้นท์นอนที่ห้องประชุม แต่ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ ห้ามไว้และบอกอย่างดุๆ ว่า พาลูกมาเมียมาลำบาก แล้วยังให้นอนลำบากอีก ท่านผู้ใหญ่สมศักดิ์ เลยให้ไปนอนที่เรือนพักแทน ในการอบรมมีกระบวนการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่เกือบหมด ฟังแรกๆก็เหมือนเรื่องเก่าๆที่ได้ยินกันบ่อยๆ รู้แล้วรู้อีกอะไรอย่างนั้น บางวิชาก็น่าสนใจเพราะวัสดุเรามีในบ้านเช่น มะพร้าว ซึ่งก็มีประมาณ ๒๐ ต้น ก็เลยสนใจจะทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นไว้ขาย แต่แฟนก็เบรกอีกบอกให้ทำใช้เองก่อน ถ้าทำดีจริงชำนาญจริงก็ลองแจกคนอื่นๆ หากคนอื่นบอกว่าดีก่อนแล้วถึงคอยคิดขายอีกทีหนึ่ง ต่อมาแฟนก็ให้ไปอบรมต้นกล้าอาชีพที่วัดป่ายาง ของหลวง พ่อสุวรรณ เวสโก คราวนี้เห็นธรรมจริงๆ เรียกว่าเจอะธรรมะเข้าให้แล้ว วันไปอบรมพาลูกไปด้วยให้แม่ไปเป็นพี่เลี้ยง แล้วมีคนในชุมชนไปด้วยสิบกว่าคนเลยต้องเป็นหัวหน้าทีม หลวงพ่อทั้งสอนทั้งพาไปดูงานที่ต่างๆ ตาก็สว่างขึ้นเพราะจริงๆ ทุกวันนี้ของที่อยู่ในบ้านหรือบริเวณบ้านก็ทำเงินได้แล้ว จากชีวิตที่ต้องตื่นเช้ากลับเย็น แลกค่าแรงวันละ แปดร้อยกว่า ๆ เป็นเรื่องที่เสียเวลาจริงๆ เงินแปดร้อยกับต้องจ่ายกว่าวันละ สามร้อยกว่า ๆ เพื่อไปทำงานในเวลา แปดชั่วโมง ไม่รวมการเดินทาง มีเงินเหลือเก็บอย่างเก่งก็วันละ ห้าร้อยบาท

ตอนนี้อยู่กับบ้านเลี้ยงลูกทำกับข้าวซักผ้าให้พ่อให้แม่  เก็บผัก ขูดมะพร้าวขาย ก็พอแล้ว ไม่รวมน้ำยางที่กรีดได้ในแต่ละวัน  ยอดหัวครก(ยอดใบมะม่วงหิมมะพาน) ๑๐ ยอด ห้าบาทลูกหัวครก ๘ ลูก ห้าบาท ตะไคร้ ๔ ต้น ห้าบาท ยอดตำลึง ๑๕ ยอด ๑๐บาท ใบพูล สี่แพร(เก้าสิบสองใบ) ๓๐ บาท มะพร้าวขูด กิโลละ ๓๐ บาท (ลูกครึ่ง) มะนาว ๓ ลูกห้าบาท กล้วยหวีละ ๒๐ บาท กะท้อน กิโละ ๑๐ บาท ขนุนอ่อน ถุงละ ๑๐ บาท ...พอแล้วเดี๋ยวสัมพากรมา ลองดูของที่มีในบ้านซิค่ะขายวันๆ ซัก ๕๐๐ บาทน่าจะได้ ตอนนี้ลงเป็ดไข่อีก ๕๐ ตัว ไก่บ้าน ๒๐ ตัว ไก่เบตง ๑๐ ตัว  ปลาดุก ๕๐๐ ตัว หมูหลุม ๔ ตัว (แฟนบอกเลี้ยงไว้ทำปุ๋ยอย่างเดียว) แค่อยู่กับบ้านก็น่าจะเพียงพอ หรือกว่าเกินพอ ก็พิจารณาดูเอาเถิดค่ะ ที่สำคัญอีกประการคือ อาหารเป็ด อาหารไก่อาหารปลาดุ อาหารหมู ทำเองเป็นส่วนใหญ่ค่ะ เวลาไปขายของที่หน้าโรงงาน ๔ โมงเย็น ห้าโมงครึ่งกลับบ้านใช้เวลาแค่ ชั่วโมงครึ่งกับการหาเงินห้าร้อยถึงพันบาท  ขอกราบขอบพระคุณที่ทุกท่านได้เปิดตา เปิดใจ เปิดโอกาสที่ได้รับการอบรมเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ









เป็นกำลังใจให้แม่ทุกคนค่ะ
หยิบเครื่องมือเป็นแล้ว


ช่วยขนปูนก็ได้




ไหว้ทวดก็เป็น
 ตรุษจีนยังไหว



บางครั้งก็ต้องคุมงานด้วยตัวเอง 






 
 
 
 
 
ในวันที่ทุกคนยุ่งกับที่ทำงาน ครอบครัวเราสนุกกันดีกว่า
ธรรมชาติที่ชำเย็นไม่เคยเตรียมตัวให้วันหยุดพวกท่านหรอก
ธรรมชาติเป็นไปอย่างนั้นทุกวัน บางที่คนชอบพูดว่า
"เป็นธรรมชาติ"
การอยากได้อยากมี 
"เป็นธรรมชาติ"
การสมสู่ของคนและสัตว์
"เป็นธรรมชาติ"
การเอาเปรียบคนอื่น
"เป็นธรรมชาติ"
น้ำจากที่สูงไหลลงที่ต่ำ 
"เป็นธรรมชาติ"
"ไม่มีใครที่จะเอาชนะความเป็นธรรมชาติได้"
นอกจากธรรมะ
 เพราะถ้ามนุษย์มีธรรมะแล้ว
การไม่ได้อยากได้อยากมี การปล่อยวาง
"เป็นธรรมะ"
การไม่ประพฤติผิดในกาม
"เป็นธรรมะ"
การไม่เอาเปรียบเบียดเบียน
"เป็นธรรมะ"
การรู้ดีรู้ชั่ว
"เป็นธรรมะ"
การทำเศรษฐกิจพอเพียง
"เป็นธรรมะ"
                                                    กล่าวโดยพระชาติสิริ



 สาธุ.......

วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

จุดเริ่มต้นแห่งความพอเพียง และเพียงพอ

เริ่มจากการได้รับการอบรมการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ทำให้ตนเองครอบครัวได้มีโอกาสกลับมารับใช้พ่อ แม่ ตลอดจนได้ดูแลพี่ ๆ น้อง ๆ หลาน ๆ
โดยนำเอาความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับชีวิตของตนเอง อีกยังสามารถขยายไปสู่ชุมชนในโดยการต่อไปได้



พี่เอก วิทยากรจากกสิกรรมธรรมชาติ สาธิตวิธีทำปุ๋ยน้ำ
กล่าวว่า "พวกเรารู้จักแต่ใส่ปุ๋ย ไม่รู้วิธีทำปุ๋ย แล้วที่จริงสิ่งที่เราใส่ให้ต้นไม้เป็นปุ๋ยจริงหรือป่าว วันนี้เราลองทำดูเองบ้างทำง่าย ๆ หาวัสดุในพื้นที่นั้นล่ะมาทำแล้วถ้าใส่ไปแล้วต้นไม้งามขึ้นจะเรียกอะไรก็เชิญ แต่เราต้องรู้จักทำเองบ้าง"

ในกลุ่มของพวกเราได้ร่วมกันทำ น้ำยาเอนกประสงค์ใว้ใช้กันเองในกลุ่ม
เป็นการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน (ล้างจานได้ ซักผ้าได้)


นอกจากนั้นยังจัดการพื้นที่ว่างเปล่าให้ใช้ประโยชน์อื่น ๆ เช่นขุดบ่อดินเพื่อเลี้ยงปลา  เลี้ยงเป็ดไข่ ไก่เบตง ใว้เพื่อกินเองและบ้างทีก็เหลือแจกให้พี่ๆน้องๆเอาไปกินบ้าง




พี่วิทยากรเอกกล่าวว่า “ลองดูเถิดครับทุกวันนี้ตื่นเช้าขึ้นมาก็ต้องใช้เงินตั้งแต่เช้า เริ่มจากเปิดน้ำเลยครับ มิเตอร์น้ำวิ่งก็หมายถึงค่าน้ำแล้ว บางบ้านพูดว่าที่บ้านใช้น้ำบ่อ แต่พอถามกลับไปว่าตักเองหรือบั้มน้ำ คำตอบคือบั้มน้ำ ครับเงินมันก็ยังวิ่งตามไปที่มิเตอร์ไปอยู่อีก”

บทบรรยายที่พี่วิทยากรเอกได้ยกมา ซึ่งเน้นให้ชุมชนกลุ่มทุ่งขมิ้นได้รับทราบและต้องทำความเข้าใจอย่างพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน


วันนี้เศรษฐกิจพอเพียง มีการพูดถึงกันมากบางทีฟังแล้วเข้าใจ บางทีก็ไม่เข้าใจ แต่ก็ไมเป็นไร ไม่ต้องไปเถียงกันว่าอันไรถูกอันไหนผิด เอาแค่ว่าฟังแล้วนำไปทำกันจริงๆ หรือป่าว ถ้าภาษาทหารเค้าพูดว่าพิสูจน์ทราบ หรือทำกันจริงๆจังๆ ทำให้เห็นกับตาสำผัสจับต้องได้ สิ่งที่ต้องเริ่มคือใจของตนเองก่อนถ้าเรามีใจ และใจมาแล้วอย่างอื่นๆ ก็จะตามมาเอง และวันนี้ถ้ากลุ่มทุ่งขมิ้นมีแนวคิดที่จะน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับชุมชนแล้ว ต้องมีการทำความเข้าใจให้ตรงกัน เมื่อมีความเข้าใจตรงกันก็จะมีวิธีการที่ตรงกันเกิดขึ้นมาเอง พระองค์ท่านได้ทรงพระราชทานให้ไว้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๗ แต่พวกเราเริ่มจะตื่นกลัวเอาเมื่อ ๒๕๔๑ เมื่อเศรษฐกิจล่มลงไป และเริ่มใส่ใจมากขึ้น มากขึ้น!!! เมื่อภัยมาถึงตัว


ขออนุญาติยก ส.ค.ส.พระราชทานแก่คนไทยปี พ.ศ.๒๕๔๗ เพื่อแสดงให้ทุกท่านเห็นภาพที่ชัดเจนว่าขณะนี้จะเกิดอระไรขึ้นกับประเทศของเราบ้าง โดยนำเอาบทความของท่านแกะดำทำธุรกิจมาแสดงให้ท่านได้ดูกัน ซึ่งเนื้อบทความก็จะคล้ายๆกับที่มีผู้ถอดรหัสได้ใกล้เคียงกันครับ
ส.ค.ส.ดังกล่าว ทรงประดิษฐ์ขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ มีข้อความว่า ส.ค.ส. พ.ศ.2547 สวัสดีปีใหม่ ใต้ลงมาเป็นภาพแผนที่บริเวณคาบสมุทรอินโดจีน บนพื้นที่เป็นภาพตารางช่องเล็กๆ ด้านบนทั้งสองด้านมีเสาธงปักอยู่ มีภาพระเบิดและควัน ล้อมรอบคาบสมุทรอินโดจีน อยู่ทั้ง 4 ด้าน ด้านบนซ้าย มีข้อความว่า มีระเบิดเกือบทั่วโลก ใต้ภาพระเบิดลงมาเป็นภาพเรือสำเภาขนาดใหญ่ แล่นมาจากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ที่ใบเรือด้านหลังมีอักษร ม.ช. ปรากฏอยู่ บนคาบสมุทรอินโดจีนเป็นภาพแผนที่ประเทศไทยสีขาว ที่ขนานกับส่วนที่เป็นด้ามขวาน เป็นเส้นตรงสามเส้น บนแผนที่ประเทศไทยมีข้อความว่า “สามัคคีเป็นพลังค้ำจุนแผ่นดินไทย” เส้นตรงทั้งสามเส้นนั้น เปรียบเป็นเสาหลักของประเทศ
ขณะที่ความสามัคคีของคนในชาติเป็นพลังที่ร่วมกันค้ำจุนให้ประเทศไทยเป็นปึกแผ่นมั่นคง ด้านล่างลงมามีข้อความว่า ขอจงมีความสุขความเจริญ บรรทัดต่อมาเป็นอักษรภาษาอังกฤษว่า Happy New Year และมีภาพสุนัข ขนาบข้างละตัว
กรอบล่างด้านใน มีข้อความว่า ก.ส. 9 ปรุง 291929 ธ.ค.2546 มหาวิทยาลัยปูทะเลย์ บ้านเชียง และมีภาพสุนัขขนาบ 2 ข้างคำว่า ห้าพันปี ตัวหนึ่งไม่มีปลอกคอ อีกตัวหนึ่งมีปลอกคอ ส่วนกรอบล่างด้านนอก เป็นภาพสุนัขขนาดลดหลั่นกันรวม 7 ตัว ตัวใหญ่สุดยืนเต็มตัวอยู่ด้านซ้าย ตัวถัดไปค่อยๆ ย่อตัวลง และขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ จนถึงตัวสุดท้ายด้านขวาสุดเป็นสุนัขตัวเล็กนอนหมอบอยู่
1 มีระเบิดเกือบทั่วโลก
2 ระเบิด 4 ทิศ
ประเทศไทย และโลกใบนี้ จะเสื่อมทรุดลงไปเรื่อยๆ เพราะมนุษย์ ไม่สนใจเรื่องศีลธรรม คุณธรรม และจะมีวิกฤติที่มนุษยชาติกำลังเผชิญ ๔ ประการ (ลูกระบิดทั้ง ๔ ลูกใน สคส) ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเตือนคนไทยผ่าน สคส. พ.ศ. ๒๕๔๗ แล้ว
๑. วิกฤติสิ่งแวดล้อม (Environmental Crisis) ภัยธรรมชาติ ฟ้าดินลงโทษ อากาศแปรปรวน ภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงของผิวโลก สารพันปัญหา จะหนักขึ้นเรื่อยๆ โรคระบาด ทั้งในคน ในพืชที่เป็นแหล่งอาหารของคนและสัตว์ โรคระบาดในสัตว์ ท่านลองทบทวนดูว่า เกิดโรคระบาดอะไรบ้าง ที่ยังไม่มียารักษา ทั้งโรคที่ไม่ระบาด ฯลฯ
๒. วิกฤติสังคม (Social Crisis) โรคเสื่อมคุณธรรม ภัยสังคม ยาเสพติด อาญชญากรรม ปัญหาเยาวชน ปัญหาคอรัปชั่น ฯลฯ
๓. วิกฤติเศรษฐกิจ (Economic Crisis) ข้าวยากหมากแพง ทุกวันนี้ สังคม "บ้าเงิน บ้าวัตถุ บริโภคนิยม เงินนิยม บันเทิงนิยม สุขนิยม" มุ่งกำไรสูงสุด เบียดเบียน แข่งขัน ชิงดีชิงเด่น เห็นเพื่อนมนุษย์ เป็นเพียง ทรัพยากร (มนุษย์) เห็นเพื่อนมนุษญ์เป็นสินค้า เป็นผู้บริโภค ผู้ขายมีหน้าที่ ในการกระตุ้น กิเลสของเพื่อนมนุษย์ วิกฤติเศรษฐกิจลุกลามไปทั่วโลก (ค่าเงินทุกประเทศรอบบ้านเราตกต่ำอย่างที่เห็น) อีก ๑๐ ปีข้างหน้า เงินทองจะไม่มีค่า "เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง" ฯลฯ
๔. วิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง การปกครอง (Political Crisis) ขัดแย้งแย่งชิงน้ำ อาหาร ที่ดิน เมล็ดพันธุ์พืช ขัดแย้งทางความคิด ความเชื่อ ทางศาสนา และวัฒนธรรม ผู้คนจะเข้าประหัตประหารกันไม่มีวันจบสิ้น วิกฤติการเมืองภายในประเทศและระหว่างประเทศ สงครามนิวเคลียร์ สงครามเชื้อโรค ฯลฯ
3 มช เรือสำเภาที่มีอักษร มช แล่นมาจากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ หมายถึง เรือ"โนอาห์" เวอร์ชั่นแบบไทยพุทธ มช คือ มหาวิชชาลัยปูทะเลย์ อันเป็นที่อยู่แห่งความรู้อันยิ่งใหญ่ ที่จะขนคนที่มีเสบียงบุญ เล่นฝ่าทะเลไฟแห่งวัฏสงสารไปสู่ฝั่ง
4 สามมัคคีเป็นพลังค้ำจุนแผ่นดินไทย  หากขาดความสามัคคี อนาคตประเทศไทย จะแตกออกเป็นอย่างน้อย ๕ ประเทศ เพราะวิกฤติต่างๆ เราจะแก้ปัญหาแบบหายใจหายคอไม่ทัน ทั้งปัญหาภายใน ปัญหาภายนอก ทั้ง ๔ เรื่อง
5 เสาสามเสา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะเป็นพลังค้ำจุนแผ่นดิน
6 มหาวิชชาลัยปูทะเลย์ + 8 ห้าพันปีสคส.ฉบับนี้ มีความเชื่อมโยงกับ "พระราชนิพนธ์พระมหาชนก" เป็นปริศนาธรรมที่ รอพระปราชญ์ นักปราชญ์ พระดีคนดีในสังคม ร่วมกันไขปริศนา และรอทุกภาคส่วนในสังคมร่วมกันประดิษฐาน "มหาวิชชาลัยปูทะเลย์" อันเป็นที่อาศัยแห่งความรู้อันยิ่งใหญ่นำมาซึ่งการปฎิวัติระบบการศึกษาและนำพาประเทศไทยให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนา และยั่งยืนอยู่ได้ถึง ๕๐๐๐ปี
7 บ้านเชียง  ชุมชนพอเพียง ชุมชนพุทธ ที่พึ่งพาตัวเองได้100% ทั้งปัจจัย4 และพลังงาน มีความพร้อมทั้งกายภาพและองค์ความรู้ มีเสบียงบุญและความสามัคคีของคนในชุมชน อันเป็นปัจจัยที่จะสามารถฝ่าวิกฤติการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ "มีระเบิดเกือบทั่วโลก"
ซึ่งน่าเห็นใจคนเมือง ซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้ แต่สถานการณ์ต่างๆจะทำให้คนที่พอจะมีบุญจะทยอย อพยพย้ายเข้าสู่ชนบท
9 คุณทองแดงจำนวน ๗ ตัว ที่ค่อยๆหมอบและตัวเล็กลง
ระยะเวลาที่เหตุการณ์มีระเบิดเกือบทั่วโลกจะทยอยปะทุขึ้น รวมถึงความจงรักภัคดีต่อสถาบันจะลดลงตามระยะเวลาดังกล่าวด้วย ซึ่งหมายความว่า พระปราชญ์ นักปราชญ์ผู้ที่พอจะมีสติปัญญา ตีความ สคส.ฉบับนี้ออก จะได้มีเวลาเตรียมความพร้อมสำหรับการรับมือวิกฤติดังกล่าว ๗ ปี ซึ่งก็คือ ๒๕๔๗+๗ นั่นก็คือ ๒๕๕๔ซึ่งหมายความว่า ขณะนี้ พวกเราเหลือเวลาอีก อย่างน้อยไม่ถึง๒ ปี ในการเตรียมการรับวิกฤติดังกล่าวซึ่งเรื่องเช่นนี้บอกกันตรงๆไม่ได้ พระองค์จึงแฝงไว้เป็นปริศนาธรรม
แบบนอสตราดามุส ที่ให้คนตีความ หากนับระยะเวลาที่พระองค์พระราชนิพนธ์ พระมหาชนก และ ท.เศรษฐกิจพอเพียงแล้ว พระองค์ทรงทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า ๒๕ ปี และทางออกทางรอดของคนไทย ได้อยู่ในพระราชนิพนธ์เรื่องนี้แล้ว
ข้าพเจ้าตีความและถอดรหัสถูกผิดเช่นไร โปรดพิจารณา
หากท่านเห็นพ้อง โปรด "เริ่มด้วยช่วยกัน" คิดหาหนทางร่วมนำสังคมไทย ฝ่าวิกฤติและนำพาประเทศชาติให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนาอีกครั้งหนึ่ง
อนุโมทนา
ธัมมะอาสา

พี่วิทยากรเอกกล่าวทิ้งท้ายว่า

 “ครับนี้คือวิกฤติที่เกิดขึ้นมาครบหมดแล้ว และหากเรายังไม่ช่วยกันแก้ไขให้ถูกทางแล้ว จะเหลืออะไรไว้ให้ลูกหลาน วันนี้การสร้างชุมชนให้กลับมาเข้มแข็งเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ นั้นคือพลัง พลังของชุมชนโดยมีองค์ความรู้ไทย ภูมิปัญญาไทย และปัญญาไทย ในฐานะวิทยากรผู้ขันอาสาที่จะนำองค์ความรู้ที่ได้พบได้เห็นมา ตลอดจนค้นคว้าและหามาจากแหล่งความรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพ วีดีโอ อินเตอร์เน็ต ข้อขูลและข่าวสารต่าง ๆ ลงปฏิบัติจริงให้แก่ชุมชน ในวันนี้ทางพัฒนาชุมชนอำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา ได้นำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามโครงการไทยเข้มแข็ง เพื่อคัดเลือกกลุ่มเป้าหมาย จำนวน ๓๐ หลังคาเรือน ซึ่งกลุ่มทุ่งขมิ้นเอง ก็มีทรัพยากรที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ หากประเมินตามภูมิศาสตร์ และสังคมของชุมชนแล้ว ก็นับว่าการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ตลอดจนการพึ่งพาตนเองและเป็นต้นแบบได้ไม่อยาก การนำเอาวิทยาการต่างๆ ที่ชุมชนอื่น หรือ บุคคลอื่นๆ ได้ทำสำเร็จมาแล้ว มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม ก็สามารถทำให้ชุมชนมีความสุข และมีรายได้เพียงพอ พอที่จะแบ่งปันให้ผู้อื่นๆ ได้ จึงขอให้กลุ่มทุ่งขมิ้น จงเดินไปทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง โดยให้นึกถึง ว่าทำอย่างไรให้ พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น คือ ในแต่ละวันเราต้องกินอะไรบ้างเช่นข้าว หากเราไม่ได้ปลูกข้าว แต่เรามียางพารา มีมะนาว มีตะไคร้ มีชะพู มีหัวรก ก็เอาสิ่งนั้นไปตลาดด้วยซิครับ ลองเอาไปแลกข้าวซักกิโลหนึ่ง ผมว่าเขาคงจะให้ข้าวมากินบ้างแถมยังมีตังส์เหลือใว้ชื้อของที่จำเป็นต้องใช้ แค่นี้ก็พอจะอยู่ได้แล้วน่ะครับ สุดท้ายพอร่มเย็นนี่ซิครับสำคัญความหมายมันมองได้หลายมุม มุมหนึ่งบอกปลูกป่าใว้บริเวณบ้านเพื่อเกิดความร่มเย็น แถมยังมีของกินของใช้รอบบ้าน หากปลูกไม้ยืนต้นเช่น ตะเคียน ยางนา ไม้เคียม ดีไม่ดีสิบปีผ่านไปต้นไม้เหล่านั้นก็ลองดูซิครับว่าต้นหนึ่งราคาสักเท่าไร แถมยังมีนกต่างๆ มาเกาะร้องเพลงให้ฟังทุกวันโดยไม่ต้องไปขังมัน แต่ในมุมของผมมองว่าพอร่มเย็นนี้ เหมือนกับว่าถ้าเรามีสามพอที่กล่าวมาแล้ว มันก็ไม่น่าจะมีอะไรให้เดือนเนื้อร้อนใจ ทำให้ตนเองและสังคมรอบข้างก็เหมือนกันวันนี้เราพอคนเดียวไม่ได้หรอกครับ เราพอ แต่พ่อแม่พี่น้องเพื่อนรอบข้างหิวโซ หรือมีแล้วอยากได้อยากมีอีก เราจะนั้งร่มเย็นอยู่ได้บ้านของเราคนเดียวได้หรือ  ครับถ้าเราทำให้ครบทั้งสี่พอนี้แล้ว การเดินก้าวแรกก็เหมือนการติดกระดุมเสื้อ หากเราเริ่มต้นติดกระดุมเม็ดแรกผิดก็อย่างหวังถึงเม็ดอื่น ๆ เลย



สุดท้ายก็ขอให้ทุกคนเริ่มลงมือกันได้เลย สวัสดี”