ผมรักในหลวงที่สุดในโลก

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการเมืองการปกครอง (ตอนที่ 1)



อ่านผู้ติดตามและผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมครับผมไม่ได้เบรอหรือสับสนเหมือนนักการเมืองยุคนี้สมัยนี้ มันเป็นบ้ากันหมดแล้ว บ้าแบบไม่ใช่บ้าธรรมดาเสียด้วย เรียกว่า “บ้าบอคอแตก” บ้าแบบ “ไม่รู้หวัน” ผมพูดผมเขียนอย่างนี้เพราะอะไร  “เพราะมันบ้าคำว่าประชาธิปไตย” มันเป็นอะไรของมัน มันไม่รู้จักแยกแยะระหว่างคำว่า “ประชาธิปไตย” กับ “ประเทศชาติ”
ประเทศชาติคือ (หมายถึงประเทศไทยเราครับ)
ในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เริ่มนับตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยเป็นต้นมา หากแต่ในอาณาเขตประเทศไทยปัจจุบัน พบหลักฐานของมนุษย์ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดถึงห้าแสนปี[1] ตลอดจนหลักฐานของอารยธรรมและรัฐโบราณเป็นจำนวนมาก
ภูมิภาคสุวรรณภูมิเคยถูกปกครองโดยชาวมอญ เขมรและมาเลย์มาก่อน ต่อมา คนไทยได้สถาปนาอาณาจักรสุโขทัยขึ้นใน พ.ศ. 1781 และขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวางในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แต่อ่อนแอลงหลังรัชสมัยของพระองค์ และถูกผนวกรวมกับอาณาจักรอยุธยาในที่สุด อาณาจักรอยุธยาก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 1893 เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่กว่าสุโขทัย มีการติดต่อกับชาติตะวันตกตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 21 ก่อนจะล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิงใน พ.ศ. 2310 พระยาตากได้รวบรวมไพร่พลกอบกู้เอกราช และย้ายราชธานีมายังกรุงธนบุรี ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325
การลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริง ทำให้ชาติตะวันตกหลายชาติเข้ามาทำสนธิสัญญาอันไม่เป็นธรรมอีกหลายฉบับ ต่อมา แม้จะมีการเสียดินแดนหลายครั้งให้แก่ฝรั่งเศสและอังกฤษ แต่สยามไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก กุศโลบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้ไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร อันทำให้สยามได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ และนำมาซึ่งการแก้ไขสนธิสัญญาอันไม่เป็นธรรมทั้งหลาย
วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย ทำให้คณะราษฎรเข้ามามีบทบาทในทางการเมือง ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยได้ลงนามเป็นพันธมิตรทางทหารกับญี่ปุ่น แต่ในช่วงสงครามเย็น ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา มีนโยบายต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค
หลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประเทศไทยยังถือได้ว่าอยู่ในระบอบเผด็จการในทางปฏิบัติอยู่หลายทศวรรษ ประเทศไทยประสบกับความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และมีการสืบทอดอำนาจรัฐบาลทหารผ่านรัฐประหารหลายสิบครั้ง อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นได้มีเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยครั้งสำคัญในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ประชาธิปไตยในประเทศเริ่มมีความมั่นคงยิ่งขึ้น ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเกิดวิกฤตการณ์การเมือง ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2548
การจัดแบ่งยุคทางประวัติศาสตร์ของไทยนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงแสดงพระทัศนะไว้ในพระนิพนธ์เรื่อง "ตำนานหนังสือพระราชพงศาวดาร" ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาเมื่อ พ.ศ. 2457 ถึงการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของไทยไว้ว่า "เรื่องพระราชพงศาวดารสยาม ควรจัดแบ่งเป็น 3 ยุค คือ เมื่อกรุงสุโขทัยเป็นราชธานียุค 1 เมื่อกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานียุค 1 เมื่อกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานียุค 1"[2] ซึ่งการลำดับสมัยทางประวัติศาสตร์แบบเส้นตรง (Linear) โดยวางโครงเรื่องผูกกับกำเนิดและการล่มสลายของรัฐ กล่าวคือใช้รัฐหรือราชธานีเป็นศูนย์กลางเช่นนี้ ยังคงมีอิทธิพลอยู่มากต่อการเข้าใจประวัติศาสตร์ไทยในปัจจุบัน
ในปัจจุบัน มีข้อเสนอใหม่ ๆ เกี่ยวกับโครงเรื่องประวัติศาสตร์ไทยขึ้นมาบ้าง ที่สำคัญคือ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ได้เสนอถึงหัวข้อสำคัญที่ควรเป็นแกนกลางของประวัติศาสตร์แห่งชาติไทยไว้ 8 หัวข้อ ดังนี้[3]
ยุคก่อนประวัติศาสตร์และรัฐโบราณในประเทศไทย
Description: http://bits.wikimedia.org/static-1.20wmf5/skins/common/images/magnify-clip.png
แผนที่แสดงรัฐโบราณในอาณาเขตประเทศไทยปัจจุบัน
หลักฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์
นักโบราณคดีชาวฮอลันดา ดร. เอช. อาร์. แวน ฮิงเกอเรน ได้ขุดค้นพบเครื่องมือหินเทาะซึ่งทำขึ้นโดยมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ บริเวณใกล้สถานีบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีข้อสันนิษฐานว่ามนุษย์เหล่านี้อาจเป็น มนุษย์ชาวและมนุษย์ปักกิ่ง[4] ซึ่งอยู่อาศัยเมื่อประมาณ 5 แสนปีมาแล้ว อันเป็นหลักฐานในยุคหินเก่า
ในประเทศไทยพบหลักฐานของมนุษย์ยุคหินกลางในหลายจังหวัด โดยที่อำเภอไทรโยค ได้ขุดค้นพบเครื่องมือหินและโครงกระดูก จึงทำให้สันนิษฐานว่าดินแดนซึ่งแม่น้ำกลองไหลผ่านได้มีมนุษย์อยู่อาศัยมานานกว่า 20,000 ปี[5] ส่วนเครื่องปั้นดินเผาที่เก่าที่สุดในประเทศไทย อายุเกือบ 1,000 ปี ถูกค้นพบที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน[4] จึงทำให้เกิดแนวคิดที่ว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นถิ่นกำเนิดของการกสิกรรมครั้งแรกของโลก[6] นอกจากนี้ยังค้นพบขวานหินขัดในหลายภาคของประเทศไทย ซึ่งเป็นหลักฐานของมนุษย์ยุคหินใหม่[7]
การขุดค้นโดยวิทยา อันทรโกศัย แห่งกรมศิลปากร ทำให้พบโครงกระดูกและเศษผ้าไหมติดกระดูกเครื่องปั้นดินเผาที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งคาดว่ามีอายุถึง 3,000 ปี[8] ก่อนที่การค้นพบหลักฐานเพิ่มเติมที่ตำบลโคกพนมดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งยืนยันว่ามีอายุ 5,000 ปี อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมสูง และเผยแพร่ไปส่ประเทศจีนและส่วนอื่น ๆ ของทวีปเอเชีย[9] นายดอน ที บายาด ยังได้ขุดค้นขวานทองแดงในบ้านโนนนกทา จังหวัดขอนแก่น ยืนยันถึงการใช้เครื่องสำริดในยุคหินใหม่ ซึ่งเก่าแก่กว่าหลักฐานที่ขุดค้นพบในจีนและอินเดียกว่า 500-1,000 ปี[7]
ชนพื้นเมืองและการอพยพเข้ามาในประเทศไทย
นักมานุษยวิทยาได้ จัดประเภทมนุษย์สมัยโบราณรุ่นแรกในตระกูลออสโตเนเซียน ซึ่งเป็นพวกที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยเมื่อหลายพันปีที่แล้ว รวมทั้งเป็นบรรพบุรุษของชนชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปัจจุบัน[9] ต่อมา มนุษย์ในตระกูลมอญและเขมรจะอพยพเข้ามาจากจีนหรืออินเดียด้วย ก่อนที่พวกไทยจะอพยพเข้ามาแย่งชิงดินแดนจากพวกละว้า ซึ่งเป็นชนชาติล้าหลัง[10] ชาวเขาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันจึงสันนิษฐานว่าสืบเชื้อสายมาจากพวกละว้า[10]
แนวคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไท
รัฐโบราณในประเทศไทย
จากหลักฐานด้านโบราณคดี ตำนาน นิทานพื้นบ้าน บันทึกราชการของจีน และบันทึกของพระภิกษุจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในพุทธศตวรรษที่ 12 ทำให้ทราบว่ามีอารยธรรมมนุษย์ได้สถาปนาอำนาจในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้ว[11] โดยอาณาจักรโบราณในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน สามารถจำแนกได้ดังรายชื่อด้านล่าง[12]
สมัยอาณาจักรสุโขทัย และยุครุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนา
ดูบทความหลักที่ อาณาจักรสุโขทัย และ อาณาจักรล้านนา
การล่มสลายของจักรวรรดิขะแมร์เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 ทำให้เกิดอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 1781 อาณาจักรสุโขทัยขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวางในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แต่เสถียรภาพของอาณาจักรได้อ่อนแอลงภายหลังการสวรรคตของพระองค์[13] ลักษณะการปกครองเป็นแบบพ่อปกครองลูก เนื่องจากมีความใกล้ชิดระหว่างผู้ปกครองและราษฎร แต่ในรัชสมัยพญาลิไทก็ได้มีการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองมาเป็นธรรมราชา จากการรับอิทธิพลของศาสนาพุทธเข้ามา
ในช่วงเวลาเดียวกันอาณาจักรล้านนา ได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 1802 โดยพญามังราย ที่ขยายอำนาจมาจากลุ่มแม่น้ำกกและอิง สู่ลุ่มแม่น้ำปิง พญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ และทรงมีสัมพันธ์อันดีกับพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย อาณาจักรเชียงใหม่หรือล้านนา มีอำนาจสืบต่อมาในแถบลุ่มแม่น้ำปิง เชียงใหม่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นนักกับอาณาจักรอยุธยา หรือกรุงศรีอยุธยา ที่เรืองอำนาจในพุทธศตวรรษที่ 19-20 มีการทำสงครามผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเชียงใหม่ได้ปราชัยต่อพม่า ในปีพ.ศ. 2101 ถูกพม่ายึดครองอีกครั้งในราวปี 2310 กระทั่งเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2318 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และ พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ ได้ทรงขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนา โดยหลังจากนั้น พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ ได้ทรงปกครองอาณาจักรล้านนา ในฐานะประเทศราชสยาม
สาเหตุการเลือกอาณาจักรสุโขทัยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไทย
นักวิชาการให้เหตุผลในการเลือกเอาอาณาจักรสุโขทัยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไทยไว้ 2 เหตุผล ได้แก่:
1.            วิชาประวัติศาสตร์มัก จะยึดเอาการที่มนุษย์เริ่มมีภาษาเขียนเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ หลักฐานประเภทลายลักษณ์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งเมื่อประกอบกับการประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช จึงเหมาะสมที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไทย
2.            เป็นการสะดวกในด้านการนับเวลาและเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน ทั้งนี้ นักประวัติศาสตร์มีหลักฐานความสืบเนื่องกันตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึงสมัย รัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน
ทว่า เหตุผลทั้งสองประการก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันอย่างเป็นเอกฉันท์นัก[14]
สมัยอาณาจักรอยุธยา
ดูบทความหลักที่ อาณาจักรอยุธยา
พระเจ้าอู่ทองทรงก่อตั้งอาณาจักรอยุธยาในปี พ.ศ. 1893 ซึ่งในช่วงแรกนั้นก็มิได้เป็นศูนย์กลางของชาวไทยในดินแดนคาบสมุทรอินโดจีนทั้ง ปวง แต่ด้วยความเข้มแข็งที่ทวีเพิ่มขึ้นประกอบกับวิธีการทางการสร้างความ สัมพันธ์กับชาวไทยกลุ่มต่าง ๆ ในที่สุดอยุธยาก็สามารถรวบรวมกลุ่มชาวไทยต่าง ๆ ในดินแดนแถบนี้ให้เข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจได้ นอกจากนี้ยังกลายมาเป็นรัฐมหาอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้อย่างรวดเร็ว
การเข้าแทรกแซงสุโขทัยอย่างต่อเนื่องทำให้อาณาจักรสุโขทัยตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรอยุธยาในที่สุด สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงปฏิรูปการปกครองโดยการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง การยึดครองมะละกาของโปรตุเกสในปี พ.ศ. 2054 ทำให้อยุธยาเริ่มการติดต่อกับชาติตะวันตก ในสมัยอาณาจักรอยุธยามีการติดต่อกับต่างประเทศอยู่หลายชาติ โดยชาวโปรตุเกสได้ เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 หลังจากนั้น ชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมากและมีบทบาทสำคัญ ได้แก่ ชาวดัตช์ ชาวฝรั่งเศส ชาวจีน และชาวญี่ปุ่น
ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 เมื่อราชวงศ์ตองอูของพม่าเริ่มมีอำนาจมากขึ้น การสงครามอันยาวนานนับตั้งแต่ พ.ศ. 2091 ส่งผลให้อยุธยาตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรตองอูในที่สุด ก่อนที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจะทรงประกาศอิสรภาพในอีก 15 ปีต่อมา
อาณาจักรอยุธยาเป็นอาณาจักรที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล จากทิศเหนือจรดอาณาจักรล้านนา ไปจรดคาบสมุทรมลายูทางทิศใต้ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของอยุธยารุ่งเรืองขึ้นอย่างมากในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อย่างไรก็ตาม ความสงสัยในตัวของคอนสแตนติน ฟอลคอน ทำให้ถูกสังหารโดยพระเพทราชา อาณาจักรอยุธยาเริ่มเสื่อมอำนาจลงราวพุทธศตวรรษที่ 24 การทำสงครามกับพม่าหลังจากนั้นส่งผลทำให้อยุธยาถูกปล้นสะดมและเผาทำลาย เมื่อปี พ.ศ. 2310
สมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์
รัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ดูบทความหลักที่ อาณาจักรธนบุรี
ในปี พ.ศ. 2310-2325 เริ่มต้นหลังจากที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ขับไล่ทหารพม่าออกจากแผ่นดินไทย ทำการรวมชาติ และได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่กรุงธนบุรี โดยจัดตั้งการเมืองการปกครอง มีลักษณะการเมืองการปกครองยังคงดำรงไว้ซึ่งการเมืองการปกครองภายในสมัย อยุธยาอยู่ก่อน โดยมีพระมหากษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดในการเมืองการปกครอง อย่างไรก็ตาม ภายหลังสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้สถาปนาตนขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และทรงย้ายเมืองหลวงมายังกรุงเทพมหานคร เริ่มยุคสมัยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1790 กองทัพพม่าถูกขับไล่ออกจากดินแดนรัตนโกสินทร์อย่างถาวร และทำให้แคว้นล้านนาปลอด จากอิทธิพลของพม่าเช่นกัน โดยล้านนาถูกปกครองโดยราชวงศ์ที่นิยมราชวงศ์จักรีนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยามอย่างเป็นทางการ
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไทยยังเผชิญกับการรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ สงครามเก้าทัพ, สงครามท่าดินแดงกับพม่า ตลอดจนกบฏเจ้าอนุวงศ์กับลาว และอานามสยามยุทธกับญวน
ในช่วงนี้ กรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่ค่อยมีการติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตกมากนัก ต่อมาเมื่อชาวตะวันตกเริ่มเข้ามาค้าขายอีก ได้ตระหนักว่าพวกพ่อค้าจีนได้รับสิทธิพิเศษเหนือคนไทยและพวกตน จึงได้เริ่มเรียกร้องสิทธิพิเศษต่าง ๆ มาโดยตลอด[15] มีการเดินทางเยือนของทูตหลายคน อาทิ จอห์น ครอเฟิร์ต ตัวแทนจากบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ[15] ซึ่งเข้ามาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ยังไม่บรรลุข้อตกลงใด ๆ สนธิสัญญาที่มีการลงนามในช่วงนี้ เช่น สนธิสัญญาเบอร์นี และสนธิสัญญาโรเบิร์ต[15] แต่ก็เป็นเพียงข้อตกลงที่ไม่มีผลกระทบมากนัก และชาวตะวันตกไม่ค่อยได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ได้มีคณะทูตตะวันตกเข้ามาเสนอสนธิสัญญาข้อตกลงทางการค้าอยู่เรื่อย ๆ เพื่อขอสิทธิทางการค้าให้เท่ากับพ่อค้าจีน และอังกฤษต้องการเข้ามาค้าฝิ่นอันได้กำไรมหาศาล[15] แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งคณะของเจมส์ บรุคจากอังกฤษ และโจเซฟ บัลเลสเตียร์จากสหรัฐอเมริกา ทำให้ชาวตะวันตกขุ่นเคืองต่อราชสำนัก
การเผชิญหน้ากับมหาอำนาจตะวันตก
ดูเพิ่มที่ สยาม
ภายหลังจากที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี พ.ศ. 2369 พระมหากษัตริย์ไทยในรัชสมัยถัดมาจึงทรงตระหนักถึงภัยคุกคามที่มาจากชาติมหาอำนาจในทวีปยุโรป และพยายามดำเนินนโยบายทอดไมตรีกับชาติเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม สยามมีการเปลี่ยนแปลงดินแดนหลายครั้ง รวมทั้งตกอยู่ในสถานะรัฐกันชนระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส ถึงกระนั้น สยามก็ไม่ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก
การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ดูบทความหลักที่ การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้มีกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า คณะราษฎร ได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองแก่ประเทศ ไทยอย่างมาก และทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ที่เคยเป็นผู้ปกครองสูงสุดของประเทศมาช้านาน ต้องสูญเสียอำนาจส่วนใหญ่ไปในที่สุด โดยมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 ขึ้นเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างถาวรเป็นฉบับแรก
ภายหลังจากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงดังกล่าว การต่อสู้ทางการเมืองยังคงมีการต่อสู้กันระหว่างผู้นำในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช กับระบอบใหม่ รวมทั้งความขัดแย้งในผู้นำระบอบใหม่ด้วยกันเอง โดยการต่อสู้ทางการเมืองและทางความคิดอุดมการณ์นี้ได้ดำเนินต่อเนื่องยาวนาน เป็นเวลากว่า 25 ปีภายหลังจากการปฏิวัติ และนำไปสู่ยุคตกต่ำของคณะราษฎรในกาลต่อมา ทำให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองดังกล่าวถูกมองว่าเป็นพฤติการณ์ "ชิงสุกก่อนห่าม" เนื่องจากชาวไทยยังไม่พร้อมสำหรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งการปกครองในระยะแรกหลังการปฏิวัติยังคงอยู่ในระบอบเผด็จการทหาร
สงครามโลกครั้งที่สอง
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ได้มีการเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลเอาดินแดนคืนของนิสิตนักศึกษา จอมพลแปลก พิบูลสงคราม จึงส่งทหารข้ามแม่น้ำโขงและรุกรานอินโดจีนฝรั่งเศส จนได้ดินแดนคืนมา 4 จังหวัด ภายหลังการเข้าไกล่เกลี่ยของญี่ปุ่น โดยมีการรบที่เป็นที่รู้จักกันมาก ได้แก่ การรบที่เกาะช้าง
ต่อมา หลังจากการโจมตีกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ กองทัพญี่ปุ่นก็ได้รุกรานประเทศไทย โดยต้องการเคลื่อนทัพผ่านดินแดน รัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงครามได้ดำเนินนโยบายเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น รวมทั้งลงนามในสนธิสัญญาพันธมิตรทางการทหารกับญี่ปุ่น และประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ซึ่งนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลถูกต่อต้านจากทั้งในและนอกประเทศ เนื่องจากไทยประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2488 แม้ว่าประเทศไทยจะตกอยู่ในสถานะประเทศผู้แพ้สงคราม แต่เนื่องจากการเคลื่อนไหวของขบวนการเสรีไทย ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรยอมรับ และไม่ถูกยึดครอง เพียงแต่ต้องคืนดินแดนระหว่างสงครามให้กับอังกฤษและฝรั่งเศส และจ่ายค่าเสียหายทดแทนเท่านั้น
สงครามเย็น
รัฐบาลไทยได้ดำเนินนโยบายเป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาในระหว่างสงครามเย็น ดังจะเห็นได้จากนโยบายต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในคาบสมุทรอินโดจีน และยังส่งทหารไปร่วมรบกับฝ่ายพันธมิตร ได้แก่ สงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม
ประเทศไทยประสบกับปัญหากองโจรคอมมิวนิสต์ในประเทศระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1960 และ 1970 อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวก็ไม่ค่อยจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศสักเท่าไหร่ และกองโจรก็หมดไปในที่สุด
การพัฒนาประชาธิปไตย
หลังจากปัจจัยแวดล้อมด้านต่าง ๆ ได้รับการพัฒนาขึ้น ประชาชนมีความพร้อมต่อการใช้อำนาจอธิปไตยเพิ่มมากขึ้น การเรียกร้องอำนาจอธิปไตยคืนจากฝ่ายทหารก็เกิดขึ้นเป็นระยะ กระทั่งในที่สุด ภายหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ฝ่ายทหารก็ไม่สามารถถือครองอำนาจอธิปไตยได้ อย่างถาวรอีกต่อไป อำนาจอธิปไตยจึงได้เปลี่ยนไปอยู่ในมือของกลุ่มนักการเมือง ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มบุคคลสามกลุ่มหลัก คือ กลุ่มทหารที่เปลี่ยนบทบาทมาเป็นนักการเมือง กลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพล และกลุ่มนักวาทศิลป์ แต่ต่อมาภายหลังจากการสิ้นสุดลงของยุคสงครามเย็น โลกได้เปลี่ยนมาสู่ยุคการแข่งขันกันทางการค้าซึ่งมีความรุนแรงเป็นอย่างมาก กลุ่มการเมืองที่มาจากกลุ่มทุนนิยมสมัยใหม่ได้เข้ามามีบทบาทแทน (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)
ครับทุกๆท่าน เอามาให้อ่านให้ศึกษากันก่อน ว่าประเทศนี้บ้านเมืองนี้ อยู่มาก่อนคำว่า "ประชาธิปไตย" มานานแสนนาน


วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

ถึงเวลาจารึกเรื่อง “ทำอยู่ทำกิน”บนพื้นดินเสียที


สามปีที่ผ่านมากับการใช้ชีวิตชาวสวนยางพารา  ผ่านการดูถูกเหยียดหยามต่างๆนานาจากคนรอบข้าง ว่าไม่มีหัวคิด ไม่เอาไหน ฯลฯ แต่ก็เข้าใจทุกคนดีเพราะหลายๆคนเขียนแปลนชีวิตเราตามใจเขาคิด หลายๆคนมองว่าเราน่าจะทำงานบริษัทฯมีเงินเดือนมีหน้ามีตา นั้นคือสิ่งที่ทุกคนมองมา ในทางกลับกันที่เรามองตัวตนของเรา เราเห็นการดิ้นรนไม่รู้จบของพนักงานบริษัทฯ เรามองไม่เห็นทางที่พนักงานบริษัทฯมีความสุขกับการทำงานได้ เราเห็นข้อจำกัดเรื่องเวลา ความมีอิสรภาพแห่งชีวิต นั่งมองดู นั่งคิดว่า ฐานเงินเดือนของคนส่วนใหญ่อยู่ที่ ๓๐,๐๐๐ บาท/คน/เดือน  กว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา เงินส่วนใหญ่ตกไปอยู่ที่ กินใช้ และยานพาหนะ จากรถเครื่อง สู่ รถยนต์ เงินเดือนหนึ่งในสามต้องหมดไป บางคนโชคดีใช้จ่ายไม่ฟุ่มเฟือย ก็สามารถผ่อนบ้านได้อีกหลังในราคา หมื่นต้นๆ ไปตลอด ๒๐ ถึง ๓๐ ปี บางคนบางครอบครัวก็มีลูก ก็ต้องส่งลูกเรียน ค่าใช้จ่ายคิดแล้วก็ไม่อยากคิดต่อ แต่นี้ก็เป็นวิถีชีวิตจริงของคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “ทำอยู่ทำกิน” แต่ก็มีคนอีกไม่น้อยที่ได้แค่คำว่า “ทำมาหากิน” เพราะการจะซื้อบ้านสักหลังมันมองไม่เห็นทาง เพราะเต็มไปด้วยเงื่อนไขต่างๆ คนที่เป็นลูกจ้างแรงงานที่มีเงินเดือนไม่ถึง ๓๐,๐๐๐ แทบจะไม่มีสิทธิ์เลย
            ในสองเดือนที่หายไปมีอะไรมากมายเข้ามาในคิด การพบปะเพื่อนฝูง และญาติมิตรในงานทำบุญกุศลศพทั้งแม่ตัวเอง และญาติอีกสองสามคนที่ล่วงลับ มีที่เป็นผู้สำเร็จในชีวิตและยังไม่สำเร็จ แต่ที่ยังไม่สำเร็จมากกว่าเยอะ ทุกคนล้วนแต่ทำงานบริษัทฯ กับราชการอีกนิดหน่อย แต่ที่กลับมาทำสวนทำไร่อย่างเราไม่มี ผมก็เลยถูกมองว่าเป็นคนไม่มีความก้าวหน้าในชีวิต คิดอะไรแบบล้าหลัง
            ทบทวนตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจที่กลับบ้านมาทำสวน หากวันนั้นย้อนกลับมาจะเปลี่ยนใจไหม คิดย้อนไปที่ไรก็ยังยิ้มออกอยู่ดี ยิ้มให้กับตัวเองที่ตัดสินใจถูกแล้ว และยังยิ้มทั้งน้ำตาได้อีกเมื่อคิดถึงประโยคที่คุยกับคุณแม่ก่อนจะจบชีวิตในการทำงานว่า จะกลับบ้านมาทำสวนทำไร่นะแม่พูดว่า “ถ้าแกคิดได้อย่างนี้เมื่อสิบปีที่แล้ว ฉันก็ไม่ต้องทนปวดหัวกับแกมายี่สิบสามสิบปี”
            ถามตัวเองว่ายี่สิบสามสิบปีที่ผ่านมาทำอะไรมาบ้าง คงจะไม่ต้องกล่าวรายละเอียดมากนักนะครับ เอาเป็นว่าใช้ชีวิตเกินคุ้มแล้วกัน ย้อนกลับมาในวันที่เจอะกับเพื่อนๆ และญาติ การดื่มกินเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ผิดปกติก็ตัวผมเองเพราะผมเบื่อ เบื่อกินเบื่อเที่ยว ผมอยากนั่งฟังเพื่อนๆคุยกัน ผมอยากจะฟังคนอื่นๆคุยมากกว่า บางคนคุยเรื่องรถ บางคนคุยเรื่องแฟน บางคนคุยเรื่องเที่ยว บางคนคุยถึงฐานะตนเอง บางคนเกทับคนอื่น ผมได้แต่นั่งฟังแล้วยิ้ม ยิ้มเพราะผมรู้แล้วว่าในแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร
            สรุปทุกคนเกิดมาล้วนต้องกินต้องใช้ต้องหาความสุขใส่ตัว และแล้วเวลาวงแตกก็มาถึง เมื่อเพื่อนๆหันมาถามผมว่า ไงชีวิตชาวสวนยางแบบพอเพียง ผมตอบไปว่า “พออยู่ พอกิน พอใช้ เหลือ เก็บ แจกจ่าย ให้ทาน ก็พอแล้ว
            ท่านผู้ติดตามทุกท่านครับหลายๆครั้งที่ผมไปบรรยาย หรือ ร่วมแสดงความคิดเห็นในเวทีต่างๆที่ได้มีโอกาสเข้าร่วม ทุกทีมักจะพูดถึงการพัฒนาประเทศ นักวิชาการ นักการเมืองพูดถึงจีดีพี  ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ ผลิตภัณฑ์ในประเทศเบื้องต้น (อังกฤษ: gross domestic product: GDP) หมายถึง มูลค่าตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ถูกผลิตในประเทศในช่วงเวลา หนึ่งๆ โดยไม่คำนึงว่าผลผลิตนั้นจะผลิตขึ้นมาด้วยทรัพยากรของชาติใด ซึ่งถูกคิดค้นโดย Simon Kuznets นักเศรษฐศาสตร์ชาวรัสเซีย ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงมาตรฐานการครองชีพของ ประชากรในประเทศนั้นๆ
ไปดูนักปรัชญาก็เจอะอาริสโตเติล[1] หรือ แอริสตอเติล (กรีก: Αριστοτέλης; อังกฤษ: Aristotle) (พ.ศ. 160 (384 ก่อนค.ศ.) - 7 มีนาคม พ.ศ. 222 (322 ก่อนค.ศ.)) เป็นนักปรัชญากรีกโบราณ เป็นลูกศิษย์ของเพลโต และเป็นอาจารย์ของอเล็กซานเดอร์มหาราช ท่านและเพลโตได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักปรัชญาที่มีอิทธิพลสูงที่สุดท่านหนึ่ง ในโลกตะวันตก ด้วยผลงานเขียนหนังสือเกี่ยวกับฟิสิกส์ กวีนิพนธ์ สัตววิทยา การเมือง การปกครอง จริยศาสตร์ และชีววิทยา
นักปรัชญากรีกโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออาริสโตเติล เพลโต (อาจารย์ของอาริสโตเติล) และโสกราตีส (ที่แนวคิดของเขานั้นมีอิทธิพลอย่างสูงกับเพลโต) พวกเขาได้เปลี่ยนโฉมหน้าของปรัชญากรีก สมัยก่อนโสกราตีส จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของปรัชญาตะวันตกในลักษณะปัจจุบัน โสกราติสนั้นไม่ได้เขียนอะไรทิ้งไว้เลย ทั้งนี้เนื่องจากผลของแนวคิดปรากฏในบทสนทนาของเพลโตชื่อ เฟดรัส เราได้ศึกษาแนวคิดของเขาผ่านทางงานเขียนของเพลโตและนักเขียนคนอื่นๆ ผลงานของเพลโตและอริสโตเติลเป็นแก่นของปรัชญาโบราณ
อริสโตเติลเป็นหนึ่งในไม่กี่บุคคลในประวัติศาสตร์ที่ได้ศึกษาแทบทุกสาขา วิชาที่มีในช่วงเวลาของเขา ในสาขาวิทยาศาสตร์ อริสโตเติลได้ศึกษา กายวิภาคศาสตร์, ดาราศาสตร์, วิทยาเอ็มบริโอ, ภูมิศาสตร์, ธรณีวิทยา, อุตุนิยมวิทยา, ฟิสิกส์,และ สัตววิทยา   ในด้านปรัชญา อริสโตเติลเขียนเกี่ยวกับ สุนทรียศาสตร์, เศรษฐศาสตร์, จริยศาสตร์, การปกครอง, อภิปรัชญา, การเมือง, จิตวิทยา, วาทศิลป์ และ เทววิทยา   เขายังสนใจเกี่ยวกับ ศึกษาศาสตร์, ประเพณีต่างถิ่น, วรรณกรรม และ กวีนิพนธ์ ผลงานของเขาเมื่อรวบรวมเข้าด้วยกันแล้ว สามารถจัดว่าเป็นสารานุกรมของความรู้สมัยกรี
            แต่ประเทศไทยเรามี วิชาพระพุทธประวัติ เรามักจะเห็นคำว่า 18 ศาสตร์
ซึ่งเป็นวิชาที่เจ้าฟ้าพระราชามหากษัตริย์ในสมัยอดีตส่งบุตรหลานไปศึกษาเป็นประจำ
นักประพันธ์โบราณ ได้ประพันธ์ 18 ศาสตร์ ไว้ ดังต่อไปนี้

สุติ สัมมติ สังขะยา จ โยคา นีติ วิเสสะกา

คันธัพพา คะณิกา เจวะ ธะนุเพทา จ ปูระณา

ติกิจฉา อิติหาสา จะ โชติ มายา จ ฉันทะติ

เกตุมันตา จะ สัททา จะ สิปปาฏจาระกา อิเม


1. สูติ เวททั้งสามอย่าง ที่เป็นหลักความรู้
2. สัมมุติ เวททางศาสตร์ที่เป็นความรู้รอบตัว มีฉันทศาสตร์ ไวยากรณ์ นุรุตติ โชยติ กัลปะ
และคู่มืออีก 3 อย่าง พิธีบวงสรวง บอกฤกษ์ปลูกเรือน ธรรมเนียม ประเพณี
3. สังขะยา ความรู้เกี่ยวกับการเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ และความรู้การดับของโลก คือ โมกขะ หรือนิพพาน
4. โยคะ หลักปฏิบัติเกี่ยวกับวิญญาณเพื่อให้เข้าถึงความดับสนิทคือนิพพาน
5. นีติ ความรู้จักศีลธรรม จรรยาและกฎหมาย
6. วิเสสกะ ความรู้เกี่ยวเหตุผลโดยการอ้างบุญบาปมาเป็นปทัฏฐาน
7. คันธัพพะ วิชานาฏศิลป์
8. คณิกา วิชาการคำนวณ
9. ธนุเพท ยิงธนู
10. ปุราณะ โบราณคดี เกี่ยวกับพงศาวดารดั้งเดิม
11. ติกิจฉา แพทย์ศาสตร์เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลไข้
12. อิติหาสะ ประวัติศาสตร์หรือตำนาน
13. โชติ ดาราศาสตร์ การพยากรณ์ตามการโคจรของดวงดาว แรงดึงดูดของดวงดาว ฤดู วัน เดือน ปี
14. มายา วิธีแสดงอุบายเอาชนะข้าศึก เช่น ตำราพิชัยสงคราม
15. ฉันทะ วิชาฉันทศาสตร์ รู้การแต่งกาพย์ กลอน โคลง ฉันท์
16. เกตุ รู้นิมิตลางร้ายดีของเมฆ หมอ ควัน อันเป็นพิธีกรรมเกี่ยวกับตำราพิชัยสงคราม
17. มันตะ รู้เวทย์มนต์ คาถา เลข ยันต์
18. สัททะ รู้เสียงสัตว์ที่บอกลางร้าย ลางดี รู้คัมภีร์สัททาวิเสส

ถ้าจะเทียบกับปัจจุบันนี้ คงเป็นวิชาเหล่านี้ (แต่ข้อไมได้ตรงกัน) คือ
1. ยุทธศาสตร์ วิชาการรบ
2. รัฐศาสตร์ การปกครอง
3. นิติศาสตร์ กฎหมาย จารีตประเพณี
4. พาณิชยศาสตร์ การค้าขาย
5. อักษรศาสตร์ วรรณคดี
6. นิรุกติศาสตร์ ภาษาของตนเองและภาษาต่างประเทศ
7. คณิตศาสตร์ การคำนวณ
8. ดาราศาสตร์ ศึกษาเกี่ยวกับดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ดวงดาวในจักรวาล
9. โหราศาสตร์ พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ
10. ภูมิศาสตร์ ดูพื้นที่ แผนที่ของสถานที่ต่างๆ
11. เวชศาสตร์ การพยาบาลรักษาคนป่วย
12. ตรรกศาสตร์ ว่าด้วยเหตุผล
13. สัตวศาสตร์ ดูลักษณะสัตว์ รู้จักเสียงและอาการของสัตว์
14. วิศวกรรมศาสตร์ ช่างกล
15. ปรัชญา-ศาสนศาสตร์ วิชาการด้านแนวความคิดและศาสนาต่างๆ
16. นโยบายศาสตร์ ชั้นเชิงในการเจรจา วางแผน หรือตำรับพิชัยสงคราม
17. นาฏศาสตร์ ดนตรี นาฎศิลป์
18. ฉันทศาสตร์ การแต่งกาพย์ กลอน โคลง
            บางท่านรู้มานานแล้ว บางท่านศึกษาโดยตรง บางท่านจำต้องเรียนในหลักสูตร แต่ผมผ่านมาแล้วผ่านไป “บวชเรียนน้อยค่อยๆศึกษา ไม่แตกฉานวิชา แค่ศึกษาธรรมะได้” ได้ยินได้ฟังมานานแล้วเรื่อง “สามก๊ก” อ่านไม่จบสักรอบ เพราะผมเป็นคนคบได้ เอาล่ะไม่ว่ากัน มันคือคำกล่าวขาน แต่ที่ติดใจก็คือ “พระราชนิพนธ์ พระมหาชนก” สำหรับเราชาวไทยอะไรคือทางออก หากแต่ว่าจะหยิบจะฉวยอะไรมาใช้
            เราถูกกลืนวัฒนธรรมตั้งแต่ระบบการเรียนการศึกษา การแยกวัดกับโรงเรียน มันหมดสิ้นจารีตประเพณี  พ่อแม่ไม่มีเวลาเข้าวัด แล้วลูกจะรู้จักหรือ ภาพข่าวส่อให้เห็นความเสื่อมแห่งสังคมเกิดขึ้นทุกวัน อะไรกันนักหนาบนแผ่นดินอันอุดมพื้นนี้
            จากอดีตสู่ปัจจุบันจากรุ่นสู่รุ่นผมชอบเป็นที่สุดของการทำหน้าที่ ในวันนี้คงจะหยุดการบรรยาย คงจะหยุดแสดงความคิดเห็นในเวทีต่างๆ แล้วทำทั้งหมดที่เห็น แล้วเชิญให้ใครๆ มาดู มาพิสูจน์ มาตรวจสอบ เพราะเป็นของที่จริงตลอดเวลา นั้นคือหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในวิถีชาวสวนหนึ่งคนกับครอบครัวเล็กที่พอจะทำได้
            ก้าวนี้เป็นก้าวที่สามของชีวิตและชุมชน บนคำว่า “ยั่งยืนแบบพอเพียง”