วันนี้ไม่พูดนำใดๆ น่ะค่ะ เอาถ่านกะลามะพร้าวบรรจุถุงที่เค้าสั่งซื้อเข้ามา กว่า ๒๐๐ กิโลก็เหนื่อยแล้ว แต่พี่เอกไม่รู้ไปเอาแรงบวกมาจากไหน เผาทั้งวัน จากสองเตาเป็นสี่เตา อยู่ๆ แกก็เล่นเน็ตแล้วออกมาโวยวายเล็กๆ เลยยกเวทีให้แกเลยดีกว่า เบื่อจริงๆ แต่เข้าใจสิ่งที่แกทำอยู่
พี่เอก เรื่องโลกแตกตามที่สื่อต่างๆลงจนเป็นที่สนใจมันมากของวันนี้ มันเป็นเรื่องดีน่ะที่ออกมาเตือนกันถึงเรื่องราวอีก ๕๐ ปี เพราะวันนั้นคนนี้จะอยู่หรือไม่เดายาก แต่ “ลูกหลานไทย มรดกไทย ภูมิปัญญาไทย ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้จะคงอยู่ได้หรือ เอกราช ความเป็นไท จะเหลือให้ใครฟัง”
ไม่แปลกเลยสำหรับเรื่องโลกแตกทำใจมานานแล้ว แต่ก็แอบดีใจเล็กๆน้อย ที่เกษตรกรส่วนหนึ่งไม่ต้องทิ้งภาระให้ลูกหลานต้องรับผิดชอบ ในหนี้ที่ลูกหลานเป็นคนกระทำให้ได้มาเพื่อคำว่า “ได้เหล่ารียน” บนภาระที่ต้องขาดทุนจากหลายปัจจัยในการผลิตสินค้าของภาคเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง อาหารเริ่ม อาหารเร่ง ฯลฯ ที่ภาคเกษตรต้องทนรับภาระนี้ไว้ เพื่อได้มาซึ่งเงินตราในการลงทุนในแต่ละครั้ง แล้วก็ขาดขาดทุนทุกครั้ง มีบ้างที่ได้กำไร นิดหน่อย แต่ผู้ที่ได้กำไรมากกว่าเป็นใครก็ลองคิดดูน่ะครับ ผมอ่านข่าวแล้วก็ขอใช้คำว่าวิพากย์น่ะ (จริงๆคำนี้ต้องขอกราบเท้าอาจารย์ยงยุทธ์ เสมอมิตร) ผู้ที่ให้คำจำกัดความนี้ เรื่องคำว่า วิพากย์ กับ วิจารณ์ ประเด็นคือว่า วิพากย์ คือแจงให้รู้ให้เข้าใจ แต่ วิจารณ์ ต้องใช้ความละเอียดทีถูกต้องชัดเจน ผมเองก็ไม่รู้จริงหรอกครับเรื่องคำพูด เพราะทุกวันนี้ใช้กันหลายภาษา แต่เป็นแค่คำกริยา ของภาษานั้นๆ ก็เท่านั้นเอง ชิมิ ชิมิ เข้าเรื่องดีกว่า เรื่องของปัญหาโลกแตก ตามหัวข้อ ดีครับที่นำสถิติมาเพื่อให้นึกได้ เห็นได้ ว่ามันเกิดขึ้นจริง แต่ถามกลับว่า แล้วคนที่คิดเรื่องนี้ ทำเรื่องนี้ กำลังทำ กำลังปกป้อง ป้องกัน เรื่องนี้ มาบอกมาเล่า มาแสดง ทำใม?ไม่ออกมาคู่กัน เช่นถ้าเกิดขึ้นจริงแก้กันอย่างไร
ในสื่อที่กล่าวมาอ้างถึงหนังฮอลีวูดในเรื่องโลกแตกใช้คำว่ากรอกหู ผมไม่ว่าหรอกครับ แต่อยากให้เจาะจงว่าเรื่องไหนเป็นอย่างไร ไม่ได้อิงฝรั่งมังค่า แต่ต้องดูหัวใจให้เจอะ ว่าในหนังแต่ละเรื่องมันมีคติสอนอยู่ เรื่องความรัก ความเหลวแหลกของครอบครัวทำให้พ่อต้องเลี้ยงลูกสาว แต่โลกจะแตก แล้วต้องช่วยโลกไว้ก่อน ก็ต้องไปดูอามาแกดอน เรื่องมิตรภาพ สัมพันธภาพต้องไปดูอวตาล เรื่องผู้นำประเทศ ศิลธรรมต้องดู สึนามิ ฯลฯ วันนี้เรายังไม่มองประเด็นเดียวกันเลย จุดศูนย์กลางแห่งความคิดสู่ทางสว่างอยู่ที่ไหน หรือต้องรอให้ซุปเปอร์แมน มดเอ็กซ์ มนุษญ์คางคาว หนุมาน หงอคง อินทรีย์แดง มาช่วยนั้นหรือโลกเราถึงรอด
ทำไม๊ ทำใม เราไม่พึ่งพาตนเอง ??? อันที่จริงมีคนมากมายได้เสนอแนวความคิดดีๆ ไปแล้ว แสดงสถิติไปแล้ว ไม่ว่าเรื่อง โลกห้าใบ ของพี่พงษ์สา ชูแนม ภูภาสู่มหานที หยุดวิกฤติโลกร้อน ของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ฯลฯ ใครเป็นผู้เสนอผลงานในเชิงสถิติกันบ้าง หรือ แค่มีกิจกรรมที แสดงกันที แล้วจบไป (อันนี้หมายถึงสื่อต่างๆ) คำว่ายั่งยืนที่เรียกหากันมันอยู่ตรงไหน ใครตอบได้ช่วยตอบที แต่วันนี้ จนถึง อีก ๕๐ ปี ที่มีแรงอยู่จะรีบสร้าง เสริม ทะนุ บำรุง รักษา ดำรงค์ คงไว้ ให้สมกับชื่อชูชาติ ที่พ่อ ชูเกียรติ ตั้งไว้ให้ และเพื่อเป็นอนาคตของ ชญาธิดา ลูกสาว และลูกหลานชาติไทยเชื้อหน่อไทย ได้สืบทอดต่อไป ดีที่มีการเตือน ปลุกให้ตื่น ดีที่มีการประโคมข่าวให้ระวัง โดยใช้โอกาสที่หลายคนกำลังตื่นกลัว บ้างคนตั้งตัวได้จากภัยที่เกิดขึ้น บางคนสิ้นเนื้อประดาตัว บางคน สูญเสียที่พึ่ง บางคนมีน้ำตา บางคนมีรอยยิ้ม มันไม่ใช่สิ่งที่ผมเห็นจากโรงภาพยนต์ เพราะผมดูซีดี หลังคนอื่นๆตลอดๆ เรื่องสุดท้ายที่เข้าโรงหนังคือ พระนเรศวร๒ ในความเป็นจริงแค่อุทกภัยที่สงขลา และหาดใหญ่ น้ำใจ และความร่วมมือยังมีอยู่ แต่ขาดผู้จัดการเท่านั้นเอง เริ่มมองหากันเกิดครับ อย่ารออีกห้าสิบปีเลย ผู้จัดการที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตทุกคนใกล้ตัวแค่นี้เอง ลองถามเงาในกระจกดูซิครับ ว่าเป็นใคร ขอแค่พึ่งคนที่คุณเห็นในกระจก แค่หนึ่งในสี่ก็พอ
ต่อมาคือ หลายคนหลายความคิด หลายคนหลายจิตใจ แต่ที่ตั้งคำถามต่อไปว่าชีวิตหนึ่งเกิดมาเพื่ออะไร คำตอบก็คือ ก็มีหลายๆอย่างแล้วแต่ละคนจะเลือกเป็น บ้างคนเกิดมาเพื่อกอบโกย บ้างคนเกิดมาเพื่อคนอื่น แต่อะไรคือจุดกลางล่ะครับ ไปงานศพ ๓ งาน ในเวลา ๒ วัน มันเห็นแค่จุดจบของชีวิตคนๆหนึ่งเท่านั้นเอง ก็ต้องใช้เวทีตรงนี้น่ะครับ พื้นที่เล็กๆ บนโลกกว้างขว้างของอินเตอร์เน็ต ไม่ใช่เป็นผู้รู้ แค่เป็นคนที่มีความรู้สึกอยู่บ้างก็เท่านั้นเอง
การเป็นคนทำสื่อมันยากกว่าที่คิด เพราะภาพที่เห็นความจริงที่ปรากฎ มันยากมากที่จะออกมาเป็นสื่อ เพื่อสื่อให้คนเห็นอย่างเรา มันจริงเสมอสำหรับคำพูดว่า “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ คนพูดความจริงตายก่อนเสมอๆ” สุดท้ายจะได้อะไร ก็มีแค่ประโยคสดุดีที่หน้าศพตอนท้ายว่า “ความดี ความชั่ว ประดับไว้ในโลกา” (มันเป็นกลอน ที่หมายถึง วัวควายตายแล้วเหลือหนังเขา แล้วคนเราเผา จะเหลืออะไรนอกจากความดีชั่ว) ก็จำไม่ได้ทั่งหมด แต่ผู้อ่านหลายๆท่านคงได้ยิน
วันนี้ไปมาอีกงานพระเทศนาดี ฟังง่ายเข้าใจ เรื่องการปฎิบัติตนของตน ในฐานะเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก สรุปคือ เป็นให้เป็นของอ.ยงยุทธ์ เสมอมิตร มันคล้ายๆกัน แต่ที่นึกขึ้นได้คือ อ.ยงยุทธ์ เสมอมิตร ได้กล่าวถึง ท่านพุทธทาสว่า “ธรรมะไม่กลับมาโลกาจะวินาศ” ประเด็นนี้เลยต้องมาคุยกันต่อ ว่า เกี่ยวอะไร กับ ๕๐ ปีโลกจะแตกจะวินาศ ก็ยกประโยคแสรงว่า “ดีชั่วรู้หมดแต่อดไม่ได้” คือทุกวันนี้วิกฤติต่างๆ มันเตือน มันแสดงให้เห็น ไม่รู้กี่เรื่องกี่ราวแล้ว แต่เราไม่สนใจ ยังลงมือลงไม้กับโลกนี้ประเทศนี้อย่างไม่บันยะบันยั้ง การใช้ทรัพยากรโดยไม่สนใจ การไม่เปิดใจเชื่อฟังในการถนอมทรัพยากรธรรมชาติ ไปค้นคว้าแต่ต่างโลกต่างดาว จนพวกต่างด้าวเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะเรามองไปข้างหน้าอย่างเดียว โรงงานมีแรงงานแต่แรงงานต่างด้าวคนไทยไม่มีงานทำ จ้างต่ำกว่าวุฒิของระบบทุนนิยม ไม่มีงาน ไม่มีเงิน มีที่ดินแต่ทำกินไม่เป็น ตะไคร้ ๓ ต้นห้าบาท มะนาวลูกละ ๓ บาทกันแล้ว ยังยิ้มกันได้อยู่อีก มองอย่างไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่าพูดถึงการพัฒนาเลย เพราะแค่ไม่เข้าใจที่เป็นกะดุมเม็ดแรกยังผิดอยู่ เข้าใจหมายถึงอะไร หมายถึงว่า “ก็มันเป็นเช่นนั้นเอง” ประโยคนี้หรือที่ทถูกต้อง? หรือ เข้าใจหมายถึง “เอาใจเค้ามาใส่ใจเรา”เช่น “เป็นข้า ข้าก็ต้องทำอย่างนั้น” ผมไม่ได้ต้องการชี้นำไปในทางใดๆ เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่การน่าเชื่อถือข้อความที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ ผมใช้คำว่าสามัญสำนึกจะดีกว่า เพราะการออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะชนต้องประกาศให้ชัดไปเลยว่าตัวตนคิดอย่างไร สื่อต้องเป็นกลาง แต่คำว่าเป็นกลางนี่แหล่ะครับยังหากันไม่เจอะของจริง แม้มันเกิดมาตั้ง ณ ปัจจุบัน ๒๕๕๓ ปี มัชฌิมาปฏิปทา ยังหากันไม่เจอะ ไม่เจอะเพราะเป็นคำพระเป็นบาลี ทุกวันนี้เลยปฏิบัติตนแบบเลี่ยงบาลีกันเยอะที่จริงแล้วทางสายกลางที่เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา มันอยู่ใกล้ตัวนี้เอง แต่เรามองข้ามไป ใช้พื้นที่แห่งนี้ก็ต้องอ้างถึงการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ขอแสดงความคิดเห็น แสดงภาพที่เราเห็นกันทุกวัน ว่าทำใม “ทางสายกลาง” จึงอยู่เหนือกรอบทั้งหมด ซึ่งผมเห็นและอ่านประโยคนี้เป็นประโยคแรกก่อนที่จะอ่านประโยคอื่นๆต่อไป
ผมไม่สามารถจะชี้ประเด็นใดๆลงลึกกว่านี้ได้ เพราะคุณวุฒิวัยวุฒิ ยังด้อยอยู่ แต่ยังคอยดู เฝ้าคอย รอคอย ผู้มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ จะทำสิ่งนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ถ้าวันนี้ยังบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์อยู่ จะพูดเรื่อง หิริโอตัปปะ แต่สึกแล้ว ก็ไม่พูด เพราะพูดไปคนมีอายุมากกว่าจะตำหนิเอา ว่ารู้มาก แก่แดด ทำท่าว การทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ตำหนิ ไม่สบายใจ มันเป็นความหน้าละอายต่อปาป จนเกิดความสะดุ้งกลัวต่อปาป ผมเลยไม่ลงลึกถึงความหมายของประโยคนี้ให้มากความ เลยขอพูดให้พอประมาณ พอเห็นภาพ พอนึกกันได้ เหตุผลที่ต้องพูดบ้างเพราะมันเป็นสัจธรรมเป็นความจริง ถึงแม้เป็นข้อคิดเห็นแต่ก็ได้จากธรรมะที่ทุกคนก็ทราบกันดี ซึ่งถ้าทุกคนลองประยุกต์ใช้ให้ทุกต้องแล้ว ชีวิต เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จะต้องสมดุล มั้งคั่ง และยั่งยื่น แน่นอน
แต่การไม่รู้จักปาปบุญคุณโทษไม่ไช่หรือ ที่ทำให้คนละเมิดกันเอง ละเมิดต่อธรรมชาติ เพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์แก่ตน แล้วเป็นอย่างไร เมื่อธรรมชาติทวงคืน ยังพอมีเวลาครับตามที่ข่าวเล่ามา ผมไม่พูดประเด็นว่า เวลาที่ผ่านมาจากสถิติว่า วันนั้น วันนี้ เกิดพายุ เกิดน้ำท่วม เกิดดินถล่ม แต่อย่างใด แต่ผมขอแสดงความเป็นจริงว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงให้แนวทางไว้เมื่อ ๓๖ ปีมาแล้ว ถ้าวันนั้นทุกคนได้น้อมนำมาปฏิบัติ วันนี้ประเทศหรือโลกเราจะเป็นอย่างไร หรือจะต้องรออีก ๕๐ สิบปี ที่พวกเราจะมีโอกาสได้เริ่มลงมือกันในวาระสุดท้ายของพวกเรา แล้วใครจะเป็นคนอ่านสดุดีในโอกาสสุดท้ายของพวกเรา
ในนามมนุษชาติเพื่อให้ธรรมชาติฟัง
แล้วในคำสดุดีที่เรามีต่อธรรมชาติ มันคืออะไร
วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ก้าวแรกของชุมชน
วันก่อนไปตลาดตอนเย็นมีน้าคนหนึ่งเข้ามาถามว่า "น้องเอกอยู่บ้านไหม?" ก็งงๆอยู่คุ้นๆหน้าแต่จำชื่อไม่ได้ ก็บอกไปว่าไม่อยู่ไปธุระที่สงขลา สองสามวัน แกก็บอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวไปที่บ้านเอง จะไปดูหมูหลุมหน่อย ก็ทำให้รู้ว่าแกจะถามถึงพี่เอกทำไม ก็ดีน่ะค่ะทำให้อุ่นใจเหมือนไปตลาดเจอะคนโน่นคนนี้ก็ทักทายกันมากขึ้นรู้จักกันมากขึ้น พี่เอกกลับมาเลยถามว่าทำไมคนเริ่มสนใจกับสิ่งที่ทำมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นหมูหลุมหรือเผาถ่านก็ดี
ขอขอบคุณร้านคราวน์เบเกอรี่ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของชุมชน
คุณโอผู้จัดการร้านคราวน์เบเกอรี่มอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียนโสตศึกษาหาดใหญ่
จำหน่ายเบเกอรี่ เค้กในโอกาสต่างๆ อาหารทั่วไป กาแฟสด เปิดบริการ 07.00 - 21.30
พี่เอกตอบ มันเป็นก้าวแรกของชุมชนของพวกเรา ที่จริงแล้วคนในชุมชนของเราก็มีความรู้หลากหลายเพียงแต่ไม่มีโอกาสได้คุยกัน มันไม่มีเจ้าภาพ เรามีผู้มีความรู้ในแต่และด้านเพียงแต่เราขาดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนชุมชนของเราเอง แต่เราโชคดีเพราะทางภาครัฐโดยทางพัฒนาชุมชนอำเภอนาหม่อม ได้มอบสิ่งที่ล้ำค่าให้กับชุมชนพร้อมด้วยภาคองค์กรส่วนท้องถิ่นคือเทศบาลนครหาดใหญ่ ที่มาตั้งศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงให้ชุมชนอีก และพวกเราเองภาคประชาชนในพื้นที่ ทำให้เกิดไตรภาคีขึ้น คือ รัฐ องค์กร ประชาชน แต่ตอนนี้มี ๕ แล้วที่จริง เป็น เบญจภาคีแล้ว เพราะ มีเอกชนกับ วัดหรือโรงเรียนเข้าร่วมด้วยแล้ว คิดว่าต้นเดือนพฤศจิกายน ๕๓ นี้ ชุมชนทุ่งขมิ้นและได้รับการพัฒนาโดยเบญจภาคีโดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง
วิภา....ทำไมฟังดูง่ายจัง?พี่เอก... เพราะว่ากระดุมเม็ดแรกเราถูก เม็ดต่อๆมาก็จะถูกตามไปด้วย มันเลยดูว่าง่าย แต่ง่ายเพราะหลายๆคนที่เป็นแกนนำก็ได้รับการอบรมมาจากที่เดียวกัน คือ มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ แบ่งเป็นสี่ศูนย์ใหญ่ๆ คือ ๑.ศูนย์มาบเอื้อง ๒.ศูนย์วัดป่ายาง ๓.ศูนย์เพลิน ๔.ศูนย์สองสลึง
และมีกลุ่มของเครือข่ายเกษตรทางเลือก และหมอเขียว เพราะฉนั้นคนที่ได้ผ่านการอบรมมาล้วนมีความรู้ด้วยกันทั้งสิ้น ต่อมา เราทรัพยากรเหมือนกัน ปัญหาโดยรวมเหมือนกัน แต่วิธีการแก้ต่างกัน เพราะมีความถนัดต่างกัน ในฐานะได้รับมติจากชุมชนให้เป็นผู้ประสานงานก็ต้องทำหน้าที่ให้เป็น ในเดือนนี้จะเห็นอะไรที่เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเพราะมติในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เราร่วมกันเป็นการปฏิบัติบูชา ทั้งนี้ได้รับความสนใจแก่ภาคเอกชนไปบ้างแล้วและมีผู้ร่วมสนับสนุนจาก ร้านคราวน์เบเกอรี่ อีกหนึ่งของเอกชนที่สนับสนุนกิจกรรมดีๆทางสังคม และอีกหลายๆท่านที่สนใจเข้าร่วมโครงการที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้ แต่ก่อนจะเดินไปข้างหน้าจงหยุดเหลียวมองข้างหลังก่อนว่าทำอะไรสำเร็จมาแล้วบ้างในชุมชน
๑.การทำความเข้าใจที่ตรงกันในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
๒.ความสำเร็จในการร่วมกลุ่มย่อยในการเลี้ยงไก่ และปลาดุก ที่ได้รับหมอบจากทางราชการ(โครงการสมิหลาพอเพียง)
๓.การร่วมกลุ่มทำน้ำยาเอนกประสงค์ที่ใช้ในครัวเรือน เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน
๔.การร่วมผู้ที่มีความสำเร็จในชุมชนที่ทำอาชีพเสริม เป็นวิทยากรของชุมชน พร้อมสนับสนุนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งจะทำเป็นรูปเล่มคู่มือชุมชนในภาคประชาชนต่อไป
ภาพประกอบกิจกรรมที่ได้ทำมาขอขอบคุณร้านคราวน์เบเกอรี่ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของชุมชน
คุณโอผู้จัดการร้านคราวน์เบเกอรี่มอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียนโสตศึกษาหาดใหญ่
ร้านคราวน์เบเกอรี่ ๒ สาขา สงขลาตั้งที่ ถ.ไทรงาม อ.เมือง หาดใหญ่ ตรงข้ามโรงเรียนเฮงเสียงสามัคคี
ติดต่อได้ที่ 074 441305 311918 312174
จำหน่ายเบเกอรี่ เค้กในโอกาสต่างๆ อาหารทั่วไป กาแฟสด เปิดบริการ 07.00 - 21.30
ปลอดภัย ไม่ใส่สารกันบูด กันรา
วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553
สมิหลาพอเพียง กลุ่มทุ่งขมิ้น
ครับเข้าเรื่องดีกว่าที่ต้องขยายฐานครอบครัวเพราะมีน้อยในการทำงานรวมกันเป็นทีมให้สำเร็จได้โดยเฉพาะชุมชน ทั้งนี้วิธีมันมี วิธีที่ถูก วิธีที่ดี ใน ๓๐ ครัวเรือนที่เป็นผู้นำร่อง ก็ต้องเป็นผู้นำให้ได้ข้อแรกพวกเราต้องมีความเห็นตรงกันอย่างแท้จริง ว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำ โครงการสมิหลาพอเพียง เป็นโครงการที่นำศาสตร์ของพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติ เราทุกคนจึงต้องทำความรู้จักศาสตร์แห่งความพอเพียงให้ลึกซึ้งอย่างแท้จริง การแสดงความรักต่อในหลวง ซึ่งหลายกรรมหลายๆวาระ ก็มีการแสดงออกไปในหลายๆรูปแบบ แต่ชุมชนทุ่งขมิ้นเองได้รับโครงการนี้มาก็ต้องปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมให้จงได้ ไม่ต้องไปหาวิธีอื่นๆให้มากมายหรอกครับ ก็เปิดตาเปิดใจ ดูคนที่ได้ทำสำเร็จมาแล้ว แล้วก็ทำตามคนนั้นๆ หรือชุมชนนั้นไป ดังพระราชดำรัส ตอนหนึ่งว่า
“ตัวอย่างของความสำเร็จ ดีกว่าคำพูดเป็นร้อยเป็นพันคำ” วันก่อนผมก็ได้พูดเปิดประเด็นไปแล้วในเรื่องของความพอทั้งสี่ คือ ๑.พออยู่ ๒.พอกิน ๓.พอใช้ ๔.พอร่มเย็น วันนี้ ทางราชการได้นำสิ่งของมาเพิ่มเติมให้ในเรื่อง พอกิน พอใช้ และ เมื่อเรารู้จักกันเองในชุมชนมากขึ้น ความพอที่จะตามมามีอีก ๓ พอ คือ ๕.พอพลังงาน ซึ่งได้จากการเผาถ่าน วันก่อนต้นยางล้มพ่อตาขายไป ๔๐๐ บาท ก็คงเป็นต้นสุดท้ายที่จะขาย ลองคิดดูน่ะครับว่าต้นยางเอากิ่งมาเผาถ่าน ผมว่าลืมแก๊สไปหลายเดือน ๖.พอพัฒนาคน อันนี้พวกเราก็กำลังปฏิบัติกันอยู่ คือการยอมรับฟังกันเอง ใครเก่งทางไหนก็มาบอกมาสอนต่อคนอื่น สิ่งเหลานี้จะทำให้เกิดฑิฐิสามัญตา คือการยอมรับแนวความคิดตรงกันและเชื่อฟังกัน มีการแลกเปลี่ยนและได้ข้อสรุปนำไปสู่การปฏิบัติที่ตรงกัน และสุดท้ายเป็นหน้าที่ของผมต้องเริ่มก่อนคือ ๗. พอสื่อสาร อันนี้ก็เอาสิ่งที่ผมเห็นว่าดี ว่าถูก ว่าทำได้ มาบอกมาเผยแพร่ หรือเห็นใครในชุมชนพอจะเป็นหัวเรียวหัวแรง ก็เชิญชวนกันมา ผมอยากจะให้หลายๆคนมาเห็นมาสำผัส แค่การได้ตักข้าวให้พ่อให้แม่กิน ยกข้าวยกน้ำ นั้งกินกันพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อแม่ลูกหลาน มันก็มีความสุขในระดับหนึ่งแล้ว
การที่ผมขยายโอกาสตรงนี้ออกไป จาก ๓๐ หลังคาเรือนเป็น ๔๐ หลังคาเรือน และหากใครทำสำเร็จก็ขยายต่อๆกันไป ไม่นาน ชุมชนนี้จะน่าอยู่ น่าอยู่ตรงไหน ตรงที่เรารู้ว่า จะกินอะไรไปเอาที่ไหน จะใช้อะไรไปเอาที่ไหน อยากจะรู้เรื่องอะไรไปบ้านใคร แค่นี้ก่อนครับที่มองเห็นได้ชัด อย่างวันนี้จะต้มไข่พะโล้ไปทำบุญสัก ๕๐ ใบ ก็ไปบ้านพี่ศักดิ์ จะทำน้ำยา สบู่ ก็ไปบ้านพี่สุมาลี จะเอาถ่านก็บ้านผมเอง สังคมนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว แต่เราต้องสร้างให้เข้มแข็งและดำรงค์อยู่ตลอดไปให้ได้
สุดท้ายต้องขอขอบพระคุณที่ท่านได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี กิจกรรมในวันนี้เราได้รับความรู้อีกอย่างหนึ่งคือการทำปุ๋ยหมักอย่างง่าย โดยวิทยากรจากสถานีพัฒนาที่ดินเขต ๑๒ พร้อมทั้งได้รับแจก เอกสาร สารเร่ง พด. ตลอดจนการสาธิตให้ปฏิบัติได้จริงเพื่อนำไปทำปุ๋ยใช้เองอย่างง่ายๆ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กลุ่มพวกเราคงจะไม่มีใครที่ไปซื้อ ตระไคร้ ข่า ขมิ้น ที่ตลาดกันอีกน่ะครับ
วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
โรงเรียนพ่อแม่ อีกหนึ่งบริการที่ดีของชุมชน
โรงเรียนพ่อแม่
คลินิกฝากครรภ์
ทำไมต้องมีโรงเรียนพ่อแม่
เด็ก วัย 0-5 ปี อยู่ในระยะสำคัญของชีวิต เป็นวัยรากฐานของการพัฒนาความเจริญเติบโต ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยเฉพาะด้านสมอง ซึ่งเติบโตถึงร้อยละ 80 ของผู้ใหญ่ เป็นวัยที่มีความสำคัญเหมาะสมที่สุด ในการปูพื้นฐานเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกเหนือจากการอยู่รอดปลอดภัย โดยเฉพาะ 2 ปีแรกของชีวิตซึ่งเป็นระยะที่ร่างกายและสมองมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องได้รับการเลี้ยงดูที่ดีที่สุดทั้งด้านร่างกายและสมอง เพื่อส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน รวมทั้งการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาได้เต็มศักยภาพ หากเด็กในวัยนี้ได้รับการดูแลให้เกิดการพัฒนาทางด้านจิตใจ ความคิด และสติปัญญาอย่างถูกต้อง โดยมีครอบครัวเป็นหลักเหมาะสมกับวัยแล้ว เด็กจะเติบโตมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคม และประเทศชาติต่อไป
ความหมายของโรงเรียนพ่อแม่
โรงเรียน พ่อแม่หมายถึง บริการท่จัดขึ้นสำหรับการให้ความรู้พ่อแม่ ดำเนินการในสถานที่จัดไว้ให้เป็นสัดส่วน อาจอยู่ในอาคารหรือนอกอาคารของสถานบริการสาธารณสุข มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการสอนพ่อแม่ สงบเงียบ ไม่มีบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเดินผ่านไปรบกวนให้ขาดสมาธิ แสงสว่างเพียงพอ มีบรรยากาศการให้ความรู้ที่เป็นกันเอง มีกระบวนการสอนที่ผู้รับอบรมมีส่วนร่วมที่มุ่งเน้นเพื่อให้พ่อแม่มีความรู้ เจตคติ และทักษะในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก โดยมีหลักสูตร สื่อ แผนการสอนที่ชัดเจนในทิศทางเดียวกัน เพื่อมุ่งหวังให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการสมวัยทั้งร่างกายและอารมณ์
แนวทางการสอนของโรงเรียนพ่อแม่
การสอนในโรงเรียนพ่อแม่มุ่งให้ความรู้แก่พ่อแม่ ใน 3 ระยะ
1.ระยะแม่ตั้งครรภ์ การ ให้ความรู้แก่พ่อแม่อย่างน้อยสองครั้ง คือครั้งแรกที่มาฝากครรภ์ ในช่วงอายุครรภ์น้อยกว่า 28 สัปดาห์ และครั้งที่สอง เมื่ออายุครรภ์ 32 สัปดาห์ขึ้นไปหรือระยะใกล้คลอด
2.ระยะหลังคลอด 1-3วัน การให้ความรู้ขณะที่แม่หลังคลอดยังพักฟื้นภายในโรงพยาบาล โดยนำพ่อเข้าร่วมรับความรู้ด้วย
3.ระยะที่พ่อแม่นำเด็กมารับบริการที่คลินิคสุขภาพเด็กดี ระยะเวลาที่ให้ความรู้
ครั้งที่1 ช่วงเด็กอายุ 2-4 เดือน
ครั้งที่ 2 ช่วงเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี
ครั้งที่ 3 ช่วงอายุ 1-2 ปี
ครั้งที่ 2 ช่วงเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี
ครั้งที่ 3 ช่วงอายุ 1-2 ปี
ครั้งที่ 4 ช่วงอายุ 3 ปีขึ้นไป
โรงเรียนพ่อแม่ อีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่คนสังคมเมือง ต้องหันมามองสังคมชนบทในปัจจุบัน
ได้มีโอกาสเข้าร่วมหลักสูตรโรงเรียนพ่อแม่ของโรงพยาบาลอำเภอนาหม่อม เริ่มจากการตรวจครรภ์ ซึ่งตอนแรกก็ต้องแปลกใจที่ให้ไปตรวจเบื้องต้นที่อนามัยหมู่บ้าน ความรู้สึกไม่ดีก็เกิดขึ้นเพราะเข้าใจว่าอนามัยไม่มีความสามารถพอที่จะรองรับเรื่องการดูแลคนท้องได้ ในความรู้สึกว่าถ้าตั้งท้องแล้วจะต้องโรงพยาบาลประจำจังหวัดเท่านั้นที่จะดูแลเรื่องนี้ได้ และสุดท้ายเมื่อมาพบเจ้าหน้าที่ตั้งแต่อนามัยจนถึงโรงพยาบาลนาหม่อมก็ได้รับความประทับใจ เพราะเจ้าหน้าที่เขาอธิบายแนวทางในการดูแลผู้ตั้งท้องดีกว่าฝากพิเศษเสียอีก อย่างน้อยโครงการโรงเรียนพ่อแม่ คลินิกฝากครรภ์ ของกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน อาจจะเป็นเรื่องใหม่ที่จะต้องประชาสัมพันธ์กันอีกมาก เพราะความเชื่อเก่าๆที่คนเราจะมีลูกทั้งทีจะต้องไปฝากครรภ์กับโรงพยาบาลดีๆ ดังๆ หมอเก่งๆมีชื่อเสียง แต่ที่สัมผัสมา ก็เหมือนกับหลายๆท่าน คือไปฝากปุ๊มอัตตร้าซาวบั้บ ได้ฟิมล์มาเห็นรูปทารกตัวน้อยๆ พร้อมใบสั่งยาแล้วประโยคง่ายๆว่า “ลูกคุณแข็งแรงดีครับ แล้วเดือนหน้าก็มาตามนัดน่ะครับ สวัสดี”
แค่นี้ก็เป็นปลื้มสำหรับคนเป็นแม่แล้ว ตลอดระยะเวลาการฝากท้องก็ไม่ได้มีการให้ความรู้แบบรอบด้าน เพียงแต่มุ่งไปในด้านการดูแลเด็กในท้องและร่างกายแม่เพียงด้านเดียว เรียกว่าใช้สถิติการเจริญเติบโตของลูกในท้องมาเป็นเครื่องมือให้เกิดความน่าเชื่อถือมากกว่า ประกอบกับสถานที่สวยหรู เครื่องมือเครื่องใช้ทันสมัยยิ่งทำให้เกิดความมั่นใจเข้าไปอีก นั่นคือความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมเมืองในปัจจุบัน
กลับมาสู่เรื่องโรงเรียนพ่อแม่ดีกว่า วันนี้ขอเป็นกระบอกเสียงอีกหนึ่งแรง และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน โรงพยาบาลนาหม่อม เริ่มจากพี่ รัชนี จันทร์รอด(ป้าดุ้ย) ผู้อธิบายและแนะนำให้รู้จักกับโรงเรียนพ่อแม่ พี่นวลรัตน์ นาคะเสณีย์ งานสุขภาพจิตของหญิงตั้งครรภ์ ที่ให้แนวคิดและแนวทางตลอดจนเป็นที่ปรึกษาสำหรับพ่อแม่มือใหม่ หรือมือเก่า ก็น่าจะไปฟังพี่เขาดูบ้าง เสียดายที่พี่เอกวางมือจากผู้ทำสื่อไปจับมีดกรีดยางเลยเตรียมอุปกรณ์ในการบันทึกไปไม่พร้อม ถ้าพร้อมมากกว่านี้คงมีสะเก็ดข่าวแน่ๆ ตอนปะทะคารมระหว่างพ่อที่ทั้งสูบบุหรี่และดื่มเหล้า มีลูกแล้วแต่ก็ไม่คิดจะเลิก ต่อมาพี่อัญชลี โพธิวัฒ มาสอนเรื่องการดูแลสุขภาพในช่องปากทั้งแม่และลูก สอนทั้งวิธีแปรงวิธีจับลูกทั้งแบบสองคนช่วยกัน หรือแบบคนเดียวก็ได้ก็นับว่านานแล้วที่ไม่ได้เห็นภาพแบบนี้ ต่อไปก็คือน้องณัฐิยา สุวรรณมณี มาสอนและสาธิตวิธีออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์ และพี่ประไพ สุวรรณสุนทร เรื่องการเตรียมตัวก่อนคลอดบุตร สุดท้ายสรุปงานโดยพี่ภัณฑิรา โมสิกะ ผู้รับผิดชอบงานแม่และเด็กระดับอำเภอ ที่มาสังเกตการณ์และร่วมชี้แนะยกประเด็นในการพูดคุยในบรรยากาศเป็นกันเอง ต้องยอมรับว่าโครงการนี้ดีจริงๆ ดีจนต้องเชิญชวนไปยังคุณแม่ในสังคมเมือง ที่ต้องนั่งรอคิวเป็นครึ่งวันเพื่อการฝากท้องในโรงพยาบาลดีๆ ดังๆ แล้วไม่ได้รับการแนะนำตลอดจนการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร
สุดท้ายพี่เอกฝากบอกมาว่าเสียดายคุณพ่อที่ไม่ได้ไปร่วมรับการอบรม เพราะติดกับปัญหาของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือพนักงานบริษัท ลูกจ้างชั้นแรงงานที่ไม่สามารถลางานไปได้ มันมีเรื่องที่น่าสะเทือนใจมากกว่านี้อีกสำหรับคนทำงาน ที่ไม่ค่อยจะมีเวลา แม้บ้างครั้งการลางานเพื่อเคารพศพพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมาตลอดชีวิตแทบไม่มีเลยเพราะต้องทำงาน จึงขอฝากไปยังเจ้าหน้าที่ในภาครัฐที่มีอำนาจ จะเป็นไปได้ไหมที่ออกข้อกำหนดหรือให้สิทธิ ในการลาหยุดงานได้ซักครึ่งวันเพื่อมีเวลามารับรู้ข้อมูล แนวคิดแนวปฏิบัติเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัว มันนานมาแล้วน่ะสำหรับคำพูดที่ติดปากว่า ครอบครัวคือสถาบันแรกและเป็นสถาบันหลักที่จะทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคง
ในทางปฏิบัติจริงแม้แค่เวลาเพียงครึ่งวันเพื่อให้ผู้ชายคนหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่ง และประชากรที่จะเกิดมาเป็นลูกหลานไทยในท้องอีกหนึ่ง อยู่ร่วมกันในนาม “ครอบครัว”
สวัสดี
วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ทำหน้าที่แม่และลูกได้ถ้าพอเพียง
วันนี้บอกได้เลยค่ะว่าได้อยู่ดูแลพ่อแม่ และลูกของตนเองได้
เรียนจบตอนนั้นก็มีงานทำเลย เลือกได้ว่าจะไปทีไหนทีแรกคิดว่าชีวิตรับราชการคงจะดีที่สุดให้ตอนนั้น แต่ก็เหมือนกับหลายๆคนที่เจอะปัญหาเดียวกันคือเรื่องเส้นสาย มันก็จริงในสังคมไทยที่นับว่าดีบางไม่ดีบางเพราะเป็นแบบสังคมอุปถัมถ์ ช่วยเหลือเกื้อกุลกัน เป็นญาติก็ต้องช่วยใว้ก่อนเอาหล่ะผ่านแล้วก็ผ่านไป จึงเปลี่ยนความคิดเป็นพนักงานบริษัทฯดีกว่าได้เงินเยอะดี ก็ทำไปทำไป ดีที่รู้จักเก็บเงินเป็นก็ไม่ลำบาก แต่งงานเลยลาออกไปช่วยแฟนที่บริษัทฯซึ่งเป็นของตนเอง ก็สบายดีดูโน่นดูนี่ไปเรื่อยๆ แต่พอแฟนเลิกกิจการแล้วบอกว่าจะกลับบ้านทำสวนทำไร่ดีกว่า (แฟนก็คือพี่เอก วิทยากรนั้นล่ะค่ะ)งงๆ กับแกเหมือนกันเพราะรู้จักกันมาแกก็เป็นผู้จัดการบริษัทฯมาตลอด บางบริษัทได้รับตำแหน่งถึงผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด จบไฟฟ้า เก่งคอมฯ ซ่อมรถเป็น ประปาแตกซ่อมได้ ก็โอเคดี แต่จะกลับบ้านไปทำสวนคิดไม่ออกในตอนนั้น
ตอนกลับมาใหม่ ๆ แฟนก็มาปรับสภาพดินบาง เผาถ่าน เอาน้ำส้มควันไม้บาง ทำปุ๋ยบาง ก็ดูๆ คิดๆ เหมือนกันว่าจะไหวหรือป่าว แต่อัศจรรย์ก็มีจริงสวนยางข้างบ้าน ที่เปอร์เซ็นต์น้ำยางอยู่ที่ไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ กว่า ๑๐ ปี พี่แกปรับขึ้นมา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ได้ จากคนที่ไม่เคยเรียนเกษตรมาก่อน คำพูดแรกๆ ที่แกพูดบ่อยคือ “ถ้าทำให้ดินดีแล้วปลูกอะไรก็ดีไปหมด” ต่อมา ต้นมะนาวที่ไม่เคยมีลูก ก็ออกดอกออกผลมาให้ได้กินจนเหลือขายแล้วในวันนี้ ยังไม่ร่วมถึง ต้นฝรั่ง ต้นพริก ต้นกล้วย ฯลฯ ที่ตาม ๆ กันมา จนวันหนึ่งแกก็ชวนให้ไปดูงานที่แกทำที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ตำบลสองสลึง อ.แกลง จ.ระยอง
ไปกันวันแรกแกก็จะกางเต้นท์นอนที่ห้องประชุม แต่ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ ห้ามไว้และบอกอย่างดุๆ ว่า พาลูกมาเมียมาลำบาก แล้วยังให้นอนลำบากอีก ท่านผู้ใหญ่สมศักดิ์ เลยให้ไปนอนที่เรือนพักแทน ในการอบรมมีกระบวนการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่เกือบหมด ฟังแรกๆก็เหมือนเรื่องเก่าๆที่ได้ยินกันบ่อยๆ รู้แล้วรู้อีกอะไรอย่างนั้น บางวิชาก็น่าสนใจเพราะวัสดุเรามีในบ้านเช่น มะพร้าว ซึ่งก็มีประมาณ ๒๐ ต้น ก็เลยสนใจจะทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นไว้ขาย แต่แฟนก็เบรกอีกบอกให้ทำใช้เองก่อน ถ้าทำดีจริงชำนาญจริงก็ลองแจกคนอื่นๆ หากคนอื่นบอกว่าดีก่อนแล้วถึงคอยคิดขายอีกทีหนึ่ง ต่อมาแฟนก็ให้ไปอบรมต้นกล้าอาชีพที่วัดป่ายาง ของหลวง พ่อสุวรรณ เวสโก คราวนี้เห็นธรรมจริงๆ เรียกว่าเจอะธรรมะเข้าให้แล้ว วันไปอบรมพาลูกไปด้วยให้แม่ไปเป็นพี่เลี้ยง แล้วมีคนในชุมชนไปด้วยสิบกว่าคนเลยต้องเป็นหัวหน้าทีม หลวงพ่อทั้งสอนทั้งพาไปดูงานที่ต่างๆ ตาก็สว่างขึ้นเพราะจริงๆ ทุกวันนี้ของที่อยู่ในบ้านหรือบริเวณบ้านก็ทำเงินได้แล้ว จากชีวิตที่ต้องตื่นเช้ากลับเย็น แลกค่าแรงวันละ แปดร้อยกว่า ๆ เป็นเรื่องที่เสียเวลาจริงๆ เงินแปดร้อยกับต้องจ่ายกว่าวันละ สามร้อยกว่า ๆ เพื่อไปทำงานในเวลา แปดชั่วโมง ไม่รวมการเดินทาง มีเงินเหลือเก็บอย่างเก่งก็วันละ ห้าร้อยบาท


เรียนจบตอนนั้นก็มีงานทำเลย เลือกได้ว่าจะไปทีไหนทีแรกคิดว่าชีวิตรับราชการคงจะดีที่สุดให้ตอนนั้น แต่ก็เหมือนกับหลายๆคนที่เจอะปัญหาเดียวกันคือเรื่องเส้นสาย มันก็จริงในสังคมไทยที่นับว่าดีบางไม่ดีบางเพราะเป็นแบบสังคมอุปถัมถ์ ช่วยเหลือเกื้อกุลกัน เป็นญาติก็ต้องช่วยใว้ก่อนเอาหล่ะผ่านแล้วก็ผ่านไป จึงเปลี่ยนความคิดเป็นพนักงานบริษัทฯดีกว่าได้เงินเยอะดี ก็ทำไปทำไป ดีที่รู้จักเก็บเงินเป็นก็ไม่ลำบาก แต่งงานเลยลาออกไปช่วยแฟนที่บริษัทฯซึ่งเป็นของตนเอง ก็สบายดีดูโน่นดูนี่ไปเรื่อยๆ แต่พอแฟนเลิกกิจการแล้วบอกว่าจะกลับบ้านทำสวนทำไร่ดีกว่า (แฟนก็คือพี่เอก วิทยากรนั้นล่ะค่ะ)งงๆ กับแกเหมือนกันเพราะรู้จักกันมาแกก็เป็นผู้จัดการบริษัทฯมาตลอด บางบริษัทได้รับตำแหน่งถึงผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด จบไฟฟ้า เก่งคอมฯ ซ่อมรถเป็น ประปาแตกซ่อมได้ ก็โอเคดี แต่จะกลับบ้านไปทำสวนคิดไม่ออกในตอนนั้น
ตอนกลับมาใหม่ ๆ แฟนก็มาปรับสภาพดินบาง เผาถ่าน เอาน้ำส้มควันไม้บาง ทำปุ๋ยบาง ก็ดูๆ คิดๆ เหมือนกันว่าจะไหวหรือป่าว แต่อัศจรรย์ก็มีจริงสวนยางข้างบ้าน ที่เปอร์เซ็นต์น้ำยางอยู่ที่ไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ กว่า ๑๐ ปี พี่แกปรับขึ้นมา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ได้ จากคนที่ไม่เคยเรียนเกษตรมาก่อน คำพูดแรกๆ ที่แกพูดบ่อยคือ “ถ้าทำให้ดินดีแล้วปลูกอะไรก็ดีไปหมด” ต่อมา ต้นมะนาวที่ไม่เคยมีลูก ก็ออกดอกออกผลมาให้ได้กินจนเหลือขายแล้วในวันนี้ ยังไม่ร่วมถึง ต้นฝรั่ง ต้นพริก ต้นกล้วย ฯลฯ ที่ตาม ๆ กันมา จนวันหนึ่งแกก็ชวนให้ไปดูงานที่แกทำที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ตำบลสองสลึง อ.แกลง จ.ระยอง
ไปกันวันแรกแกก็จะกางเต้นท์นอนที่ห้องประชุม แต่ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ ห้ามไว้และบอกอย่างดุๆ ว่า พาลูกมาเมียมาลำบาก แล้วยังให้นอนลำบากอีก ท่านผู้ใหญ่สมศักดิ์ เลยให้ไปนอนที่เรือนพักแทน ในการอบรมมีกระบวนการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่เกือบหมด ฟังแรกๆก็เหมือนเรื่องเก่าๆที่ได้ยินกันบ่อยๆ รู้แล้วรู้อีกอะไรอย่างนั้น บางวิชาก็น่าสนใจเพราะวัสดุเรามีในบ้านเช่น มะพร้าว ซึ่งก็มีประมาณ ๒๐ ต้น ก็เลยสนใจจะทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นไว้ขาย แต่แฟนก็เบรกอีกบอกให้ทำใช้เองก่อน ถ้าทำดีจริงชำนาญจริงก็ลองแจกคนอื่นๆ หากคนอื่นบอกว่าดีก่อนแล้วถึงคอยคิดขายอีกทีหนึ่ง ต่อมาแฟนก็ให้ไปอบรมต้นกล้าอาชีพที่วัดป่ายาง ของหลวง พ่อสุวรรณ เวสโก คราวนี้เห็นธรรมจริงๆ เรียกว่าเจอะธรรมะเข้าให้แล้ว วันไปอบรมพาลูกไปด้วยให้แม่ไปเป็นพี่เลี้ยง แล้วมีคนในชุมชนไปด้วยสิบกว่าคนเลยต้องเป็นหัวหน้าทีม หลวงพ่อทั้งสอนทั้งพาไปดูงานที่ต่างๆ ตาก็สว่างขึ้นเพราะจริงๆ ทุกวันนี้ของที่อยู่ในบ้านหรือบริเวณบ้านก็ทำเงินได้แล้ว จากชีวิตที่ต้องตื่นเช้ากลับเย็น แลกค่าแรงวันละ แปดร้อยกว่า ๆ เป็นเรื่องที่เสียเวลาจริงๆ เงินแปดร้อยกับต้องจ่ายกว่าวันละ สามร้อยกว่า ๆ เพื่อไปทำงานในเวลา แปดชั่วโมง ไม่รวมการเดินทาง มีเงินเหลือเก็บอย่างเก่งก็วันละ ห้าร้อยบาท
ตอนนี้อยู่กับบ้านเลี้ยงลูกทำกับข้าวซักผ้าให้พ่อให้แม่ เก็บผัก ขูดมะพร้าวขาย ก็พอแล้ว ไม่รวมน้ำยางที่กรีดได้ในแต่ละวัน ยอดหัวครก(ยอดใบมะม่วงหิมมะพาน) ๑๐ ยอด ห้าบาทลูกหัวครก ๘ ลูก ห้าบาท ตะไคร้ ๔ ต้น ห้าบาท ยอดตำลึง ๑๕ ยอด ๑๐บาท ใบพูล สี่แพร(เก้าสิบสองใบ) ๓๐ บาท มะพร้าวขูด กิโลละ ๓๐ บาท (ลูกครึ่ง) มะนาว ๓ ลูกห้าบาท กล้วยหวีละ ๒๐ บาท กะท้อน กิโละ ๑๐ บาท ขนุนอ่อน ถุงละ ๑๐ บาท ...พอแล้วเดี๋ยวสัมพากรมา ลองดูของที่มีในบ้านซิค่ะขายวันๆ ซัก ๕๐๐ บาทน่าจะได้ ตอนนี้ลงเป็ดไข่อีก ๕๐ ตัว ไก่บ้าน ๒๐ ตัว ไก่เบตง ๑๐ ตัว ปลาดุก ๕๐๐ ตัว หมูหลุม ๔ ตัว (แฟนบอกเลี้ยงไว้ทำปุ๋ยอย่างเดียว) แค่อยู่กับบ้านก็น่าจะเพียงพอ หรือกว่าเกินพอ ก็พิจารณาดูเอาเถิดค่ะ ที่สำคัญอีกประการคือ อาหารเป็ด อาหารไก่อาหารปลาดุ อาหารหมู ทำเองเป็นส่วนใหญ่ค่ะ เวลาไปขายของที่หน้าโรงงาน ๔ โมงเย็น ห้าโมงครึ่งกลับบ้านใช้เวลาแค่ ชั่วโมงครึ่งกับการหาเงินห้าร้อยถึงพันบาท ขอกราบขอบพระคุณที่ทุกท่านได้เปิดตา เปิดใจ เปิดโอกาสที่ได้รับการอบรมเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ
บางครั้งก็ต้องคุมงานด้วยตัวเอง
ในวันที่ทุกคนยุ่งกับที่ทำงาน ครอบครัวเราสนุกกันดีกว่า
ธรรมชาติที่ชำเย็นไม่เคยเตรียมตัวให้วันหยุดพวกท่านหรอก
ธรรมชาติเป็นไปอย่างนั้นทุกวัน บางที่คนชอบพูดว่า
"เป็นธรรมชาติ"
การอยากได้อยากมี
"เป็นธรรมชาติ"
การสมสู่ของคนและสัตว์
"เป็นธรรมชาติ"
การเอาเปรียบคนอื่น
"เป็นธรรมชาติ"
น้ำจากที่สูงไหลลงที่ต่ำ
"เป็นธรรมชาติ"
"ไม่มีใครที่จะเอาชนะความเป็นธรรมชาติได้"
นอกจากธรรมะ
เพราะถ้ามนุษย์มีธรรมะแล้ว
การไม่ได้อยากได้อยากมี การปล่อยวาง
"เป็นธรรมะ"
การไม่ประพฤติผิดในกาม
"เป็นธรรมะ"
การไม่เอาเปรียบเบียดเบียน
"เป็นธรรมะ"
"เป็นธรรมะ"
การรู้ดีรู้ชั่ว
"เป็นธรรมะ"
การทำเศรษฐกิจพอเพียง
"เป็นธรรมะ"
กล่าวโดยพระชาติสิริ
สาธุ.......
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

